นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง ได้ผลักดันให้ “เทคโนโลยีโฟโตนิกส์มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยแสงผ่านสายใยแก้วนำแสงสามารถรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณเมื่อเทียบกับการส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า จึงกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่

โฟโตนิกส์ (Photonics) คือ เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารความเร็วสูงในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณแสง, ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ, Optical Module ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบโทรคมนาคมต่างๆ

เป็นสัญญาณแสง และแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำแสงได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver) ที่ใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center รวมถึงโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่มีอัตราส่งข้อมูลสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T)  

กล่าวง่ายๆ คือ ทุกครั้งที่เราแชตกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกำลังถูกแปลงเป็นแสง และส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ นี้ ทั้งภายในศูนย์ประมวลผลข้อมูลเอง และผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งต่อให้ระบบ 5G หรือ Wifi ไปยังคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอจำนวน 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ประกอบด้วย การผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วน และอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสงต่างๆ 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท ไปจนถึงการผลิต ผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร รองรับการเติบโตของ AI Data Center, ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต

บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ครอบคลุมส่วนต่างๆ ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่มีการผลิตตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ Optical จนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Nvidia  

ส่วนบริษัทที่เน้นผลิตระดับชิ้นส่วน และอุปกรณ์ ถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และบริษัท ฟาบริเนท ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical รายใหญ่ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services  

ขณะที่บริษัทที่เน้นผลิตชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงเป็นหลัก เช่น บริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) และบริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คน สะท้อนว่าผู้ผลิตที่มีฐานในไทยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำในเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และเป็นส่วนสำคัญของซัปพลายเชนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก โดยนอกจากการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังช่วยสร้างงานทักษะสูงจำนวนมาก และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการวิจัย และพัฒนาบุคลากรด้วย  

ในแง่ที่ตั้งโครงการลงทุน การลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ EEC เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการส่วนใหญ่จำนวน 48 โครงการ จากทั้งหมด 79 โครงการ หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% ตั้งกระจายอยู่ในจังหวัดนอกพื้นที่ EEC ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (16 โครงการ) ปทุมธานี (10 โครงการ) สระบุรี (9 โครงการ) สมุทรปราการ (4 โครงการ) ที่เหลือเป็นจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญ เพิ่มโอกาสการจ้างงาน และการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในหลายภูมิภาคของประเทศ

การเติบโตของ AI Data Center, Cloud Computing และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บีโอไอมุ่งส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตวัสดุ ชิ้นส่วน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง

รวมทั้งการเตรียมพร้อมบุคลากรร่วมกับกระทรวง อว. เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และจะมีความต้องการบุคลากรทักษะสูง และเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ พร้อมทั้งได้ทำงานที่มีคุณค่า และมีรายได้สูง





18/08/2026   41

ข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU)
แผนกบริหารจัดการข้อมูลอุตสาหกรรม ฝ่ายยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
อาคารกรมโรงงานอุตสาหกรรม ชั้น 6 เลขที่ 57 ถนนพระสุเมรุ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ : (+66) 02-280-7272 Fax : (+66) 02-280-7277 
E-mail: eiu@thaieei.com

ติดต่อเรา

Copyright © 2021 Electrical and Electronics Institute. All Rights Reserved