ชื่อ                                    สหรัฐอเมริกา (United States of America)

ที่ตั้ง                                   ทวีปอเมริกาเหนือ ระหว่างละติจูดที่ 38 00 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 97 00 องศาตะวันตก โดยมีมลรัฐ Alaska อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา และมีมลรัฐฮาวายอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก

พื้นที่                                  9,631,418 ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศ                           มีที่ราบกว้างใหญ่ทางตอนกลางของ ประเทศ มีภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก เนินเขาและภูเขาเตี้ยๆ ทางทิศตะวันออก รัฐอะลาสกามีภูเขาขรุขระและหุบเขา ในรัฐฮาวายมีลักษณะเป็นภูเขาไฟขรุขระ

อาณาเขตติดต่อ                     พรมแดนยาว 12,034 กิโลเมตร มีพรมแดนติดกับแคนาดา (8,893 กิโลเมตร รวมทั้งชายแดนที่ติดกับรัฐอะลาสกา 2,477 กิโลเมตร) เม็กซิโก 3,141 กิโลเมตร ความยาวชายฝั่ง 19,924 กิโลเมตร

ภูมิอากาศ                            ประเทศสหรัฐอเมริกามีขนาดใหญ่ และมีความหลากหลายทางภูมิอากาศ โดยทั่วไปมีสภาพอากาศหนาวเย็นและมีอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาวในเขตตอนเหนือและตอนกลางของประเทศแต่จะหนาวเย็นมากในมลรัฐอลาสก้า อากาศจะอบอุ่นในแถบตอนใต้ของประเทศ ในมลรัฐฟลอริด้า มลรัฐเท็กซัส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และมลรัฐฮาวาย อากาศค่อนข้างแห้งแล้งในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เช่น ในแถบมลรัฐอริโซน่า มลรัฐนิวเม็กซิโก และสหรัฐฯ มี 4 ฤดูกาล คือ

1) ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

2) ฤดูร้อน (Summer) ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม

3) ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn ในสหรัฐฯ เรียก Falls) ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน

4) ฤดูหนาว (Winter) ระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

เมืองหลวง                           กรุงวอชิงตัน (Washington D.C.: District of Columbia)

เมืองสำคัญ                          New York, Los Angeles, Chicago, Houston, Minneapolis,

Philadelphia, San Francisco, Phoenix, San Antonio, Dallas และ San Diego

เวลา                          ฝั่งตะวันออกช้ากว่าประเทศไทย 12 ชม. และฝั่งตะวันตกช้ากว่าประเทศไทย

15 ชม.

ประชากร                           ประมาณ 327 ล้านคน (1 ต.ค. 2018)

ศาสนา                    โปรแตสแตนท์, โรมันคาทอลิก

ภาษาราชการ                        ภาษาอังกฤษ

สกุลเงิน                              ดอลลาร์สหรัฐ (USD) อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD = 31.93 THB (พ.ค.2019)

GDP (US$bn)                      20,513.0 (ปี 2018)

GDP per capita (US$)          62,517.5 (ปี 2018)

Real GDP Growth (%)         2.9 (ปี 2018)

Inflation (%)                      2.4 (ปี 2018)


เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา

o      สหรัฐฯ เป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทย และเป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของอาเซียน

o      ในปี 2018 มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อัตราร้อยละ 2.9 ต่อปี โดยในปี 2017 มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 2.3

o      ระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ เน้นภาคบริการ (คิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP ในปี 2018) ธุรกิจที่สำคัญ ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ที่ดิน การขนส่ง การเงิน สาธารณสุข บริการธุรกิจ เป็นต้น

o      ไทยเริ่มเจรจา FTA กับสหรัฐฯ เมื่อปี 2004 และการเจรจาหยุดชะงัก ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2006 เนื่องจากการยุบสภาของไทย

o      เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2017 นายโดนัล ทรัมป์ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ โดยมีนโยบายอเมริกันต้องมาก่อน (America First) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาการขาดดุลของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าและสร้างงานให้แก่ชาวอเมริกัน


ตาราง มูลค่าการค้ารวมของสหรัฐอเมริกา

การค้า

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

% Change

2017/2016

% Change

2018/2017

การค้ารวม

3,638,624

3,888,236

4,206,719

6.86

8.19

การส่งออก

1,451,024

1,546,273

1,663,978

6.56

7.61

การนำเข้า

2,187,600

2,341,963

2,542,741

7.06

8.57

ที่มา: Global Trade Atlas รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์โดยแผนกบริหารจัดการข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ในปี 2018 สหรัฐฯ มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวม 4,206,719 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 1,663,978 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออก ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น และเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น ตลาดส่งออกหลักที่สำคัญ อาทิ แคนาดา เม็กซิโก และจีน  เป็นต้น ด้านการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 2,542,741 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า และยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง เป็นต้น โดยมีจีน เม็กซิโก และแคนาดา เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญ




ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐอเมริกา 10 อันดับแรก ปี 2018

สหรัฐอเมริกาส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2018

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

+/- (%)

1.เม็กซิโก

63,489

26.42

6.80

2.แคนาดา

39,176

16.30

3.56

3.จีน

15,848

6.59

4.98

4.ฮ่องกง

12,712

5.29

-1.37

5.เยอรมนี

7,094

2.95

2.59

6.เนเธอร์แลนด์

7,004

2.91

1.03

7.เกาหลีใต้

6,739

2.80

-8.65

8.สหราชอาณาจักร

6,471

2.69

11.52

9.ญี่ปุ่น

6,137

2.55

-1.64

10.สิงคโปร์

5,684

2.37

2.73

ที่มา: Global Trade Atlas รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์โดยแผนกบริหารจัดการข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ ในปี 2018 สหรัฐฯส่งออกไปยังเม็กซิโกมากเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่า 63,489 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 26.42 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯส่งออกไปยังเม็กซิโก เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า และวงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) เป็นต้น อันดับ 2 คือ แคนาดา สหรัฐฯส่งออกไปยังแคนาดา มูลค่า 39,176 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 16.30 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯส่งออกไปยังแคนาดา เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า และเครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด,Notebook,palm เป็นต้น และอันดับ 3 คือ จีน สหรัฐฯส่งออกไปยังจีน มูลค่า 15,848 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.59 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯส่งออกไปยังจีน เช่น วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า เป็นต้น ในขณะที่สหรัฐฯส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังไทยมากเป็นอันดับที่ 18 โดยมีมูลค่า 2,912 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 1.21 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯส่งออกไปยังไทย เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ เป็นต้น



ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐอเมริกา 10 อันดับแรก ปี 2018

สหรัฐอเมริกานำเข้าจากประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2018

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

+/- (%)

1.จีน

236,154

44.62

3.75

2.เม็กซิโก

101,744

19.22

9.94

3.มาเลเซีย

28,279

5.34

3.55

4.เกาหลีใต้

22,290

4.21

4.75

5.ญี่ปุ่น

21,802

4.12

3.33

6.ไต้หวัน

19,407

3.67

7.38

7.ไทย

14,659

2.77

-2.18

8.เวียดนาม

13,323

2.52

-2.51

9.เยอรมนี

10,981

2.07

9.20

10.แคนาดา

10,311

1.95

7.15

ที่มา: Global Trade Atlas รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์โดยแผนกบริหารจัดการข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ 10 อันดับแรก ปี 2018 พบว่า สหรัฐฯนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากจีนมากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 236,154 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 44.62 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯนำเข้าจากจีน เช่น Mobile Telephone เครื่องคอมพิวเตอร์ ครบชุด,Notebook,palm และอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น อันดับ 2 คือ เม็กซิโก สหรัฐฯนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากเม็กซิโก มูลค่า 101,744 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 19.22 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯนำเข้าจากเม็กซิโก เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ สายไฟ ชุดสายไฟ และเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า เป็นต้น และอันดับ 3 คือ มาเลเซีย สหรัฐฯนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากมาเลเซีย มูลค่า 28,279 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 5.34 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯนำเข้าจากมาเลเซีย เช่น วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ และอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ในขณะที่ไทยเป็นประเทศอันดับ 7 ที่สหรัฐฯนำเข้าสินค้า โดยมีมูลค่า 14,659 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 2.77 โดยที่ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯนำเข้าจากไทย เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ และวงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) เป็นต้น


ตาราง มูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

2017

2018

1.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

3,746.14

3,852.62

4,308.68

2.84

11.84

2.เครื่องพิมพ์ เครื่องทำสำเนา และส่วนประกอบ

922.75

835.09

809.94

-9.50

-3.01

3.วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit)

696.84

722.61

805.37

3.70

11.45

4.เครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ

378.84

671.12

648.27

77.15

-3.40

5.กล้องถ่ายบันทึกภาพและส่วนประกอบ

351.74

378.58

385.40

7.63

1.80

6.เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้า

235.64

323.54

367.79

37.30

13.68

7.ส่วนประกอบของเครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ

317.48

336.89

273.65

6.11

-18.77

8.เครื่องรับโทรทัศน์

515.76

427.05

264.96

-17.20

-37.96

9.แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

189.60

271.04

257.92

42.95

-4.84

10.เครื่องปรับอากาศ

241.64

219.66

254.95

-9.10

16.07

รวมมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

10,484.95

11,372.98

11,110.94

8.47

-2.30

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์


จากตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปยังสหรัฐฯ 10  อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2018 ไทยส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าส่งออกทั้งหมด 11,110.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการหดตัวร้อยละ 2.30 โดยสินค้าส่งออกอันดับ 1 ได้แก่ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีมูลค่าการส่งออก 4,308.68 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 11.84 สินค้าส่งออกอันดับ 2 ได้แก่ เครื่องพิมพ์ เครื่องทำสำเนา และส่วนประกอบ มีมูลค่าการส่งออก 809.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการหดตัวร้อยละ 3.01 และสินค้าส่งออกอันดับ 3 ได้แก่ วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) มีมูลค่าการส่งออก 805.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 11.45 ซึ่งลักษณะการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯเป็นการส่งออกชิ้นส่วนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิ่มมูลค่าสินค้าต่อไป


ตาราง มูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา


 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

2017

2018

1.วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit)

1,435.16

1,554.52

1,553.67

8.32

-0.05

2.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

203.80

148.71

155.20

-27.03

4.36

3.แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

101.88

104.05

123.85

2.13

19.03

4.เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

92.61

85.41

90.27

-7.77

5.69

5.ส่วนประกอบของเครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ

13.66

13.15

56.64

-3.73

330.72

6.เครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ

49.69

57.36

49.86

15.44

-13.08

7.ไดโอด ทรานซิสเตอร์ กลอุปกรณ์กึ่งตัวนํา และส่วนประกอบ

48.10

87.72

49.75

82.37

-43.29

8.วงจรพิมพ์ (Printed Circuit)

45.50

32.74

45.94

-28.04

40.32

9.สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ

36.20

34.00

34.01

-6.08

0.03

10.ตัวเก็บประจุไฟฟ้า(Capacitor),ตัวต้านทานไฟฟ้า

22.25

21.68

31.97

-2.56

47.46

รวมมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด

2,698.13

2,730.47

2,788.40

1.20

2.12

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์


จากตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากสหรัฐฯ 10  อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2018 ไทยนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่านำเข้าทั้งหมด 2,788.40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 2.12 โดยสินค้านำเข้าอันดับ 1 ได้แก่ วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) โดยมีมูลค่าการนำเข้า 1,553.67 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการหดตัวเล็กน้อยร้อยละ 0.05 อันดับ 2 ได้แก่ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีมูลค่าการนำเข้า 155.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 4.36 และสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 3 ได้แก่ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้าโดยมีมูลค่า 123.85 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 19.03 ซึ่งลักษณะการนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากสหรัฐฯ จะเป็นการนำเข้าเพื่อผลิตและประกอบต่อในไทย เนื่องจากไทยยังคงเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของอาเซียน


SWOT Analysis

จุดแข็ง (Strength)

1. สหรัฐฯ เป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นตลาดเปิด มีกำลังซื้อสูง และเป็นตลาดมีความคล้ายคลึงกัน (Homogeneous Market) ทั่วประเทศ

2. สหรัฐฯ เป็นตลาดการค้าเสรี มีการแข่งสูง คู่แข่งขันจำนวนมาก และเป็นตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง มีมาตรการการค้าที่โปร่งใส แต่มีระเบียบที่เคร่งครัดในเชิงปฏิบัติ

3. เป็นประเทศมั่งคั่ง ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี และมีมาตรฐานชีวิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจการค้า

4. มีความพร้อมในเรื่องข่าวสารข้อมูลต่างๆ ที่ทันสมัย และเปิดเผยแพร่ ซึ่งจะช่วยเอื้ออำนวยในการประกอบธุรกิจการค้า

5. ระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนอำนวยความสะดวกด้านการค้าทั้งในประเทศและในต่างประเทศ

จุดอ่อน (Weakness)

1. พฤติกรรมการบริโภคในตลาดสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องและบ่อยครั้ง เป็นผลให้ผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศต้องติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด

2. กฎระเบียบและข้อบังคับที่ซับซ้อนไม่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจขนาดย่อมจากต่างประเทศไปดำเนินการในสหรัฐฯ การตลาดมักจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายและข้อบังคับที่ซับซ้อน ผู้ประกอบการต้องพึ่งนักกฎหมาย

3. ต้นทุนด้านการขนส่ง (Shipping) ไปสหรัฐฯสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อการแข่งขันด้านราคากับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

4. สหรัฐฯ ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือหรือแนะนำผู้ประกอบการในการนำเข้าสินค้าจากต่าง ประเทศ หน่วยงานรัฐและหอการค้าจะเน้นด้านการส่งออก

5. สหรัฐฯ มีนโยบายให้ค่าเงินสกุลดอลล่าร์อ่อนตัวเพื่อสนับสนุนการส่งออกสินค้า/บริการ ซึ่งเป็นผลให้ราคาสินค้านำเข้ามีต้นทุนเปรียบเทียบสูงขึ้น

โอกาส (Opportunities)

1. สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน เป็นผลให้สินค้าจีนต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบให้ผู้นำเข้าหาแหล่งนำเข้าสินค้าใหม่ทดแทนจีน

2. สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคสหรัฐฯ ในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล จึงเป็นจุดขายและดึงดูดความสนใจการสั่งซื้อสินค้าไทย

3. ตลาดสหรัฐฯ เป็นการค้าแบบเสรี เปิดกว้างและมีการแข่งขันสูง เป็นช่องทางสนับสนุนการประกอบการค้า

4. ความหลากหลายของกลุ่มผู้บริโภคในสหรัฐฯ เช่น กลุ่มผู้บริโภคฮิสแปนิก มุสลิม และเอเซีย ก่อให้เกิดความต้องการสินค้าจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ

5. การฉวยโอกาสในกลุ่มสินค้าของคู่แข่งขัน เช่น จีน อินเดีย ไต้หวัน เวียดนาม ถูกสหรัฐฯฟ้องเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและภาษีอุดหนุน และเป็นสินค้าที่มีไทยมีศักยภาพในการผลิต มาเป็นช่องทางเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ

6. ประเทศไทยได้รับการปรับสถานะด้านเป็นกลุ่ม Tier 2 ในเรื่อง Traffic in Person เป็นหลักประกันการยกระดับแรงงานในอุตสาหกรรมประมงไทย จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้สินค้าประมงกอบเพิ่มมูลค่าและสัดส่วนตลาด

อุปสรรค (Threats)

1. สหรัฐฯ ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์ GSP ที่ให้แก่ประเทศไทย เนื่องจากไทยกีดกันสินค้าเข้าหมูเนื้อแดงนำเข้าจากสหรัฐฯ (ยังไม่ประกาศผลการทบทวน)

2. กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ยังจัดประเทศไทยไว้ในบัญชีแรงงานบังคับและแรงงานเด็กประจำปี 2561 ในสินค้าประมง น้ำตาล สิ่งทอ และ สิ่งลามก

3. ผู้นำเข้าสหรัฐฯ มักให้ความสนใจต่อราคามากกว่าคุณภาพ จึงหาแหล่งผลิตสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ

4. ข้อกีดกันทางการค้าแบบ Non-Tariff Barrier หลายรูปแบบ เช่น นโยบายสนับสนุน Made In America, AD & CVD, มาตรฐานแรงงาน, Safeguard

5. ต้นทุนการขยายตลาดไปสหรัฐฯ ค่อนข้างสูงในด้านการขนส่ง (shipping costs) และต้องการเผชิญการแข่งขันกับสินค้าผลิตในประเทศ และนำเข้าจากคู่แข่งของไทยที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ สินค้าใช้เวลาเดินทางมากกว่าคู่แข่งขัน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก 9 ตุลาคม 2561


การลงทุนของสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา (United States of America) เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี ซึ่งชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีฐานะในระดับชนชั้นกลางขึ้นไป จึงมีความเจริญค่อนข้างมาก และยังเป็นผู้นำในธุรกิจต่างๆ มากมาย ที่สำคัญคือมี GDP สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก มูลค่าการส่งออกอันดับ 3 ของโลก จึงได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก นักลงทุนทั่วโลกจึงสนใจเข้าไปแสวงหาช่องทางและโอกาสการลงทุนในสหรัฐฯ กันเป็นจำนวนมาก

มูลค่าการลงทุนจากต่างชาติของสหรัฐอเมริกา

Foreign Direct Investment

2015

2016

2017

FDI inflows (Millions of dollars)

465,765

457,126

275,381

FDI outflows (Millions of dollars)

262,569

280,682

342,269

FDI inward stock (Millions of dollars)

5,587,969

6,391,293

7,807,032

FDI outward stock (Millions of dollars)

5,982,787

6,383,751

7,799,045









ที่มา: UNCTAD, 2018

ในปี 2017 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกามีการลงทุนจากต่างชาติ มูลค่า 275,381 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และออกไปลงทุนในต่างประเทศ 342,269 ล้านเหรียญสหรัฐฯ



มาตรการด้านภาษี

          ระบบพิกัดภาษีของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 8 หลัก ซึ่งมีจำนวนกว่า 10,000 รายการ โดยมีการเก็บภาษีทั้งอัตราตามราคาและอัตราตามสภาพ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯนั้น อยู่ในระดับต่ำ ภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ 4.9 โดยที่สินค้าเกษตรมีอัตราภาษีเฉลี่ยสูงกว่าที่ร้อยละ 9.7 มีสินค้าเกษตรจำนวนร้อยละ 2 ที่มีโควตาภาษี นอกจากนี้สินค้าอ่อนไหวที่สหรัฐฯ ยังคงอัตราภาษีในระดับสูงได้แก่ บุหรี่ หางนม ครีม ถั่ว เสื้อผ้าสิ่งทอ เหล็ก เคมีภัณฑ์

          นอกจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ มีการเก็บภาษีอื่นๆ เช่น ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดโดยสินค้าส่วนใหญ่ที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ได้แก่แผ่นและ สินค้ากลุ่ม เหล็ก เคมี ยา เกษตร และสินค้าป่า ในช่วงปี 2547-2548 การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของสหรัฐฯลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการยกเลิก Byrd Amendment ซึ่งเป็นการลดแรงจูงใจให้เอกชนใช้มาตรการดังกล่าว

มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี

          สหรัฐฯ ใช้มาตรการเหล่านี้ด้วยเหตุผลในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยทางสุขภาพ หรือการปกป้องศีลธรรมของสังคม และสิ่งแวดล้อม ข้อกำหนดที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อไทย ได้แก่

          1) กฎหมาย 9/11  Commission Recommendations Act of 2007 ซึ่งกำหนดให้สินค้าที่ขนส่งผ่านทางเครื่องบินโดยสารทุกชิ้น และตู้ขนส่งสินค้าทุกตู้จะต้องผ่านการ scan ด้วยเครื่องมือที่เป็นไปตามมาตรฐานที่สหรัฐฯ กำหนด เพื่อตรวจสอบว่าปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์และสารกัมมันตภาพรังสี

          2) สหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้นำเข้าหนังและผลิตภัณฑ์จากจระเข้นํ้าจืดและนํ้าเค็มของไทย ถึงแม้ว่าจะเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย 1 ของอนุสัญญาไซเตส และฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ของไทยได้รับการขึ้นทะเบียนฟาร์มเพื่อเพาะพันธุ์เพื่อการค้าจากสำนักเลขาธิการไซเตสอย่างถูกต้องและมีใบอนุญาตส่งออก (CITES Export Permit) ซึ่งออกโดยกรมประมงแนบไปพร้อมกับสินค้าด้วยก็ตาม

          3) มาตรการห้ามนำเข้าปลาทูน่าครีบเหลืองและผลิตภัณฑ์ที่ถูกจับด้วยวิธีอวนล้อม โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการทำลายปลาโลมา

          4) สหรัฐฯ กำหนดให้การนำเข้าสินค้าจะต้องมีใบอนุญาตการนำเข้า เช่น สินค้าปลาบางชนิดที่ได้รับการคุ้มครอง และสัตว์ป่า ยา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธ ระเบิด และอุปกรณ์นิวเคลียร์ เป็นต้น 

          5) สหรัฐฯ ห้ามนำเข้าสินค้าจากบางประเทศ เพื่อจุดมุ่งหมายทางนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิวบา เกาหลีเหนือ พม่า อิหร่าน และซูดาน ล่าสุดได้ออกกฎหมายที่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการค้าของไทย คือ กฎหมาย Tom Lantos Block Burmese Jade Acts of 2008 (H.R.3890) ซึ่งเป็นมาตรการคว่ำบาตรพม่า ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อต้องการกดดันให้รัฐบาลทหารพม่าเร่งฟื้นฟูประชาธิปไตยและปรับปรุงด้านสิทธิมนุษยชน และกฎหมายนี้มีข้อกำหนดห้ามนำเข้าหยกและทับทิมและเครื่องประดับที่มีส่วนของหยกและทับทิมที่มีที่มาจากพม่า กำหนดรายละเอียดขั้นตอนให้ผู้ส่งออกต้องมีประวัติรายงานการซื้อ การผลิตหรือการขนส่งผลิตภัณฑ์ย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 5 ปี นับจากวันที่นำเข้า

          6) นอกจากนี้ การนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลวในสหรัฐฯ จะได้รับการอนุมัติเมื่อสอดคล้องกับผลประโยชน์สาธารณะเท่านั้น โดยกระทรวงพลังงานเป็นผู้อนุมัติการนำเข้าสินค้าดังกล่าว


การกำหนดมาตรฐานสินค้า

          1) สหรัฐฯ กำหนดมาตรฐานในการนำเข้าสินค้าประเภทต่างๆ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ จักรยานยนต์และหมวกที่ใช้ใส่ในการขับขี่ ยางสำหรับยานพาหนะ ไฟแช็คประเภทใช้แล้วทิ้ง เป็นต้น ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานตามที่กฎหมายของสหรัฐฯ หรือหน่วยงานของรัฐกำหนด

          2) เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 สหรัฐฯ ได้ออกกฎหมาย Consumer Product Safety Improvement

Act of 2008” (CPSIA) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรฐานสำหรับสินค้าชนิดต่างๆ และเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะนำเข้าไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าประเภทของเล่นและสินค้าสำหรับเด็ก กฎหมายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทยเนื่องจากจะต้องผลิตสินค้าที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และเป็นการเพิ่มภาระในการทดสอบและรับรองว่าสินค้าผ่านตามเกณฑ์ที่สหรัฐฯกำหนด

          3) ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ จะมีการกำหนดให้สินค้าในประเทศและสินค้านำเข้าได้มาตรฐานตามที่กำหนด ซึ่งกฎหมายการค้าปี 2522 หน่วยงานของรัฐบาลจะต้องพิจารณามาตรฐานระหว่างประเทศในการพัฒนามาตรฐานเพื่อความเหมาะสม โดยยอมรับให้มีการแตกต่างจากมาตรฐานต่างประเทศในกรณีของความมั่นคงของประเทศ การป้องกันการหลอกลวง การคุ้มครองความปลอดภัยของสุขภาพและมนุษย์ สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางด้านระบบนิเวศน์ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีจะต้องดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนการตรวจตราของหน่วยงานและเอกชนในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานนั้นๆ ทั้งในเรื่องการแจ้งข้อมูล การมีส่วนร่วม และการพิมพ์เอกสาร


ปัจจัยสนับสนุน

1. ขณะนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ นับได้ว่ามั่นคงที่สุดในโลก ดีกว่าทุกประเทศ และมีอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ

2. เงินดอลลาร์แข็งค่า ทำให้มีความต้องการสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนนำเข้าสินค้าจะลดลง และราคาสินค้าไทยถูกลง

3. สหรัฐฯ เป็น Niche Market มีผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม เช่น ผู้บริโภคฮิสแปนิก เอเชียน อัฟริกัน ยุโรปตะวันออก ซึ่งจะสนับสนุนการเพิ่มบริโภคสินค้าไทย

4. สินค้าไทยเป็นรู้จัก ยอมรับ และได้รับความเชื่อถือในด้านคุณภาพในตลาดสหรัฐฯ

5. สหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ มีกำลังซื้อสูง และเป็นประเทศผู้นำเข้าโดยแท้จริง

6. สหรัฐฯ มีร้านอาหารไทยกว่า 5,000 แห่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนและผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารไทย

 

ปัจจัยเสี่ยง

1. ตลาดอเมริกา มีการแข่งขันด้านราคาสูง (Price Sensitive) ซึ่งส่งผลต่อสินค้าไทยซึ่งมีต้นทุนการผลิตเปรียบเทียบสูงกว่าคู่แข่งขัน

2. หาก TPP มีผลบังคับใช้ในปี 2560 จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยที่สำคัญไปยังสหรัฐฯ คือ อุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์และสินค้าอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ผลิตจะย้ายฐานจากไทยไปยังเวียดนาม และมาเลเซีย มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ จะลดลง

3. การคุ้มครองสิทธิทางปัญญาของไทย ซึ่งประเทศได้ยังอยู่ในระดับที่ 2 (Priority Watch List: PWL) มาหลายปีแล้ว และไม่ได้รับการยกระดับเป็นกลุ่ม 1

4. กฎระเบียบนำเข้าที่เข้มงวดเป็นปัจจัยก่อให้เกิดการชะลอทางการค้า โดยเฉพาะระเบียบของสำนักงานอาหารและยา ฉลากสินค้า การตรวจสอบโรงงาน การบังคับให้จดทะเบียนโรงงาน และความปลอดภัยสินค้าอาหาร

5. กฎระเบียบ Non-Barrier Tariff (NTB) เช่น มาตรฐานสินค้า การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด


กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dft.go.th

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.ditp.go.th

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dtn.go.th

Global Trade Atlas.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.gtis.com/gta

ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EIU).(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก  eiu.thaieei.com

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.thaibiz.net/th/market/United-States-of-America