ชื่อเต็ม                                บรูไน (Brunei) หรือ เนอการาบรูไนดารุซซาลาม ) Negara Brunei Darussalam)

ที่ตั้ง                                   บรูไนตั้งอยู่ตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก (743,330 ตาราง กม.) โดยมีพื้นที่ร้อยละ 73 อยู่ในกาลิมันตันของอินโดนีเซีย ร้อยละ 26 อยู่ในรัฐซาบาห์และซาราวักของมาเลเซีย และร้อยละ 1 ในบรูไน (5,765 ตาราง กม.)  พื้นที่ส่วนใหญ่ในเกาะเป็นป่าร้อนชื้นซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ล้านปี

พื้นที่                                  5,765 ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศ                           พื้นที่ชายฝั่งสูงขึ้นเป็นภูเขาทางทิศตะวันออก และเนินเขาต่ำทางทิศตะวันตก

อาณาเขตติดต่อ                     รวม 381 กิโลเมตร มีดินแดนอาณาเขตติดกับประเทศมาเลเซียทั้งหมด

ภูมิอากาศ                            อากาศโดยทั่วไปค่อนข้างร้อนชื้น มีปริมาณฝนตกค่อนข้างมาก และมี อุณหภูมิอบอุ่น โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส

เมืองหลวง                           บันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan)

เวลา                                  เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

ประชากร                           ประมาณ 428,697 (พ.ศ. 2560)

ศาสนา                               ศาสนาประจำชาติ คือ อิสลาม 67% และศาสนาอื่น ได้แก่ พุทธ 13% คริสต์ 10% และอื่นๆ 10% 

ภาษาราชการ                        ภาษามาเลย์ (Malay หรือ Bahasa Melayu) เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็น ภาษาอังกฤษ และจีน

สกุลเงิน                              ดอลล่าร์บรูไน ดารุสซาลาม อัตราแลกเปลี่ยน 31.52 THB = 1 ดอลล่าร์บรูไน ดารุสซาลาม (ธ.ค. 2018)

วันหยุดนักขัตฤกษ์                  วันหยุดประจำชาติปี 2018 ได้แก่

1 มกราคม วันปีใหม่สากล

23 กุมภาพันธ์ วันชาติ

1 เมษายน วันแรงงาน

31 เมษายน วันกองทัพ

15 กรกฎาคม วันเกิดสุลต่าน

1-30 เดือนรอมฎอน วันเริ่มรอมฎอน(Cในช่วงต้นเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิมในวันหยุด) (30 วัน)

17 ดือนรอมฎอน นูซู อัลกุรอาน

1-3 เชาวาล วันอีด (3 วัน)

10 ซุลหิจญะฮฺ ฮารี รายา อิดิล อัดฮา

1 มุฮัรรอม วันปีใหม่อิสลาม

12 รอบีอุลเอาวัล วันเกิดพระศาสดา

27 เราะญับ อิศรา มิรัจ

24 ธันวาคม คริสต์มาสอีฟ

25 ธันวาคม คริสต์มาส

31 ธันวาคม วันสิ้นปี

GDP (US$bn)                      12.13 พันล้าน USD (พ.ศ. 2560)

GDP per capita (US$)                    28,290.59 USD (พ.ศ. 2560)

Real GDP Growth (%)         1.3 (ปี 2017)

Inflation (%)                      -0.2 (ปี 2017)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ              น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ                อาเซียน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน

สินค้านำเข้าที่สำคัญ               เครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตร อาทิ ข้าวและผลไม

ตลาดส่งออกที่สำคัญ               ญี่ปุ่น อาเซียน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย


เศรษฐกิจของประเทศบรูไน

นโยบายเศรษฐกิจ

รัฐบาลบรูไนมีนโยบายเศรษฐกิจเสรี โดยส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายและพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคการผลิตอื่นๆ นอกเหนือจากภาคน้ำมันและแก็สธรรมชาติ และได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจบรูไน (Brunei Economic Development Board – BEDB) ขึ้นเมื่อปี 2542 เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการลงทุนในประเทศบรูไน 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และจ้างงานใหม่อีกกว่า 6,000 อัตรา ภายในปี 2551  BEDB มีกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจบรูไน 2 ประการ กลยุทธ์แรก คือ การพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึง การท่องเที่ยว การขนส่งและลอจิสติกส์ และการเงิน กลยุทธ์ที่สอง ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปิโตรเลียมและแก็สธรรมชาติ ที่ Sungai Liang ได้แก่ โครงการผลิตยูเรียและแอมโมเนีย โรงถลุงอลูมิเนียม และโรงรีไซเคิลยางรถยนต์ต่างๆ  ส่วนที่สองคือการพัฒนาท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม ที่ Pulau Maura Besar

ประเทศบรูไนมีลักษณะโครงสร้างทางการคลังที่แตกต่างกับประเทศอื่นๆ คือ มีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศมาก และไม่มีหนี้สินต่างประเทศ ขณะเดียวกัน บรูไนจัดเป็นประเทศผู้ลงทุนระหว่างประเทศที่สำคัญ  ปัจจุบัน บรูไนอยู่ภายใต้แผนพัฒนาแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ระหว่างปี 2549-2553 นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสำคัญคือการกระจายรายได้และการสร้างงานให้แก่แรงงานที่มีการศึกษาของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ว่างงานที่มีการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจำนวนแรงงานต่างชาติที่อยู่ในบรูไนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของจำนวนแรงงานทั้งหมดภายในประเทศ


ตาราง มูลค่าการค้ารวมของบรูไน

การค้า

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2014

2015

2016

2017

% Change

2016/2015

% Change

2017/2016

การค้ารวม

14,016

9,460

7,477

8,596

- 20.96

14.97

การส่งออก

10,469

6,266

4,844  

5,537

- 22.70

14.31

การนำเข้า

3,547

3,194

2,633

3,059

- 17.55

16.18

ที่มา: Global Trade  Atlas

ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม 2017 บรูไนมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวม 8,596 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 5,537 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออก ได้แก่ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น เครื่องอุปกรณ?ที่ใช?ในทางทัศนศาสตร์ และเคมีภัณฑ?อินทรีย์ เป็นต้น ตลาดส่งออกหลักที่สำคัญ อาทิ ตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย เป็นต้น ด้านการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 3,059 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ?นิวเคลียร? บอยเลอร์ ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้ำ และเชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น เป็นต้น โดยมีจีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญ


ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบรูไน 10 อันดับแรก ปี 2017

บรูไนนำเข้าจากประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก ปี 2017

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

1.จีน

80

12.59

29.19

2.สหรัฐอเมริกา

50

18.16

6.38

3.สิงคโปร์

    39  

- 18.14

14.23

4.มาเลเซีย

    29  

- 13.27

10.53

5.เยอรมนี

11

85.24

4.20

6.ไทย

9

- 7.21

3.19

7.เวียดนาม

9

116.30

3.16

8.ฝรั่งเศส

8

216.74

2.90

9.ราชอาณาจักร

8

- 2.26

2.76

10.เกาหลีใต้

7

2.55

- 4.50

ที่มา: Global Trade  Atlas

จากตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบรูไน 10 อันดับแรก ปี 2017 พบว่า บรูไนนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากจีนมากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 29.19 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 12.59 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บรูไนนำเข้าจากจีน เช่น เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น และมอเตอร์เล็ก (กำลังไม่เกิน 750 W) เป็นต้น อันดับ 2 คือ สหรัฐอเมริกา บรูไนนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐอเมริกา มูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.38 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 18.16 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บรูไนนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เช่น เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า ตู้แช่แข็ง ตู้แช่อื่นๆ และพัดลมตั้งโต๊ะ , ตั้งพื้น, ติดผนัง, ติดเพดาน เป็นต้น และอันดับ 3 คือ สิงคโปร์ บรูไนนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสิงคโปร์ มูลค่า 39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 14.23 โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 18.14 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เกาหลีใต้นำเข้าจากสิงคโปร์ เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ Mobile Telephone และสายไฟ ชุดสายไฟ เป็นต้น ในขณะที่ไทยเป็นประเทศอันดับ 6 ที่บรูไนนำเข้าสินค้า โดยมีมูลค่า 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.19 โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 7.21 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บรูไนนำเข้าจากไทย เช่น เครื่องปรับอากาศ สายไฟ ชุดสายไฟ และเครื่องVCD,DVD เป็นต้น 



ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบรูไน 10 อันดับแรก ปี 2017

บรูไนส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก ปี 2017

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

1.สิงคโปร์

19

4.06

46.63

2.มาเลเซีย

16

27.74

39.75

3.ราชอาณาจักร

1

- 21.80

3.20

4.สหรัฐอเมริกา

1

- 18.08

2.36

5.เยอรมนี

1

76.03

2.28

6.ฮ่องกง

1

232.06

2.18

7.ออสเตรเลีย

0

401.02

0.64

8.ไทย

0

- 99.34

0.43

9.อินโดนีเซีย

0

870.64

0.39

10.อิตาลี

0

12.89

0.35

ที่มา: Global Trade  Atlas

การส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบรูไน ปี 2017 บรูไนส่งออกไปยังสิงคโปร์มากเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่า 19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 46.63 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 4.06 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บรูไนส่งออกไปยังสิงคโปร์ เช่น เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น และ มอเตอร์เล็ก (กำลังไม่เกิน 750 W) เป็นต้น อันดับ 2 คือ มาเลเซีย บรูไนส่งออกไปยังมาเลเซีย มูลค่า 16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 39.75 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 27.74 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บรูไนส่งออกไปยังมาเลเซีย เช่น เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า พัดลมตั้งโต๊ะ , ตั้งพื้น, ติดผนัง, ติดเพดาน และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น และอันดับ 3 คือ ราชอาณาจักร บรูไนส่งออกไปยังราชอาณาจักร มูลค่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.20 โดยมีอัตราหดตัวร้อยละ 21.80 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บรูไนส่งออกไปยังอาณาจักร เช่น หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (เกิน 1KVA) เป็นต้น ในขณะที่บรูไนส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังไทยมากเป็นอันดับที่ 8 แม้ว่าปี 2017 บรูไนจะไม่มีการส่งออกไปยังไทย แต่ปี 2016 ที่ผ่านมา มีการส่งออกสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 0.43 โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 99.34 


ตาราง มูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบรูไน 10 อันดับแรก

 

 

สินค้า

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2017

1.เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า

54

30

46

53.33

2.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

29

24

27

12.50

3. Mobile Telephone

38

25

23

-8.00

4.สายไฟ ชุดสายไฟ

22

16

21

31.25

5.เครื่องคอมพิวเตอร์ ครบชุด,Notebook, palm

22

16

17

6.25

6.เครื่องปรับอากาศ

16

12

12

0.00

7.อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ

25

20

11

-45.00

8.เคเบิลใยนำแสง

5

3

8

166.67

9.ตลับลูกปืนเครื่องอิเล็กทรอนิกส์

6

3

7

16.67

10.ส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์

3

6

5

66.67

รวมมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด

368

269

273

1.61

ที่มา: Global Trade  Atlas


จากตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบรูไน 10 อันดับแรก พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม 2017 บรูไนมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวม 273 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 1.61  โดยนำเข้าเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้ามากเป็นอันดับ 1 มีมูลค่า 46 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 53.33 สินค้าที่บรูไนนำเข้าอันดับ 2 ได้แก่ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีมูลค่า 27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 12.50 และสินค้าที่บรูไนนำเข้าอันดับ 3 ได้แก่ Mobile Telephone โดยมีมูลค่า 23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการหดตัวร้อยละ 8.00


ตาราง มูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบรูไน 10 อันดับแรก

 

 

สินค้า

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2017

1.เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า

5

11

18

63.64

2.พัดลมตั้งโต๊ะ, ตั้งพื้น, ติดผนัง, ติดเพดาน

0

2

2

0.00

3.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

2

0

2

NA

4. Mobile Telephone

1

0

2

NA

5.ตู้แช่แข็ง ตู้แช่อื่นๆ

0

1

1

0.00

6.เครื่องปรับอากาศ

0

1

1

0.00

7.มอเตอร์เล็ก (กำลังไม่เกิน 750 W)

1

2

1

-50.00

8.อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ หรือ ข้อมูลต่างๆ

 

4

 

29

 

1

 

-96.55

9.ส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์

1

1

0

-100.00

10.ลำโพงขยายเสียง ไมโครโฟน ชุดเครื่องขยายเสียง

0

1

0

-100.00

รวมมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

33

64

40

-37.53

ที่มา: Global Trade  Atlas


จากตาราง
มูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบรูไน 10 อันดับแรก พบว่า การส่งออกของบรูไน ปี 2017 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวม 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีการหดตัวร้อยละ 37.53 บรูไนส่งออกเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 มีมูลค่า 18 ล้านเหรียญสหรัฐ  มีอัตราการขยายตัวมากถึงร้อยละ 63.64 อันดับ 2 ได้แก่ พัดลมตั้งโต๊ะ, ตั้งพื้น, ติดผนัง, ติดเพดาน โดยมีมูลค่าการส่งออก 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไม่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า และอันดับ 3 ได้แก่ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ มูลค่าการส่งออก 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีการส่งออกเพิ่มในสินค้าประเภทนี้ ขณะที่ปีก่อนหน้าไม่มีการส่งออกสินค้าดัวกล่าว เนื่องจากประเทศบรูไนเป็นประเทศขนาดเล็ก และสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่สินค้าส่งออกหลักของประเทศ


ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าของไทย

ขั้นตอนและกระบวนการสั่งซื้อและขนส่งสินค้าของบรูไนมีความลำบาก โดยเฉพาะ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีชาวสิงคโปร์ร่วมลงทุนอยู่ด้วย การนำเข้ามักจะขึ้นอยู่กับนักธุรกิจสิงคโปร์ ซึ่งจะต้องมีการขนส่งผ่านทางสิงคโปร์ก่อน

การขนส่งสินค้าทางเรือเป็นอุปสรรคมาก เนื่องจากเรือที่บรรทุกสินค้าไปบรูไนมีสินค้าเฉพาะเที่ยวขาไป แต่ไม่มีสินค้าในเที่ยวขากลับ ประกอบกับประเภทของเรือที่ใช้บรรทุกสินค้าในการส่งออกและนำเข้ามีความแตกต่างกัน โดยสินค้าที่ไทยนำเข้าจากบรูไนส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมันดิบ ซึ่งต้องใช้เรือในการขนส่งน้ำมันโดยเฉพาะ นอกจากนั้น สินค้าต่างๆ ที่ไทยส่งออกไปยังบรูไนมีจำนวนไม่มาก ทำให้การขนส่งส่วนใหญ่ต้องผ่านการขนถ่ายสินค้าที่สิงคโปร์ก่อน เป็นเหตุให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูง มีเพียงแต่เรือที่บรรทุกข้าวไปส่งมอบให้บรูไนเท่านั้น ที่สามารถขนส่งไปยังบรูไนได้โดยตรงแต่ปีหนึ่งก็มีเพียงไม่กี่ครั้งและไม่มีความแน่นอน

บรูไนมีข้อบังคับในการนำเข้าสินค้าประเภทอาหารที่เคร่งครัดมาก ซึ่งจะต้องเป็นอาหาร ฮาลาลเท่านั้น โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ได้แก่ เนื้อโค กระบือ แพะ แกะ และไก่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบของบรูไน คือ กระทรวงศาสนา (Ministry of Religious Affairs) และกรมเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม (Ministry of Industry and Primary Resources) จะต้องไปตรวจโรงงาน เพื่อตรวจสอบกรรมวิธีการผลิต การเก็บรักษา ฯลฯ เมื่อผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองแล้ว จึงจะสามารถส่งสินค้าไปจำหน่ายในบรูไนได้ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ทำให้เกิดความล่าช้าและไม่คล่องตัวในการนำเข้าสินค้าอาหารไปยังบรูไน

จากปัญหาวิกฤติทางเศรษกิจภายในประเทศของบรูไน ส่งผลให้ธุรกิจการก่อสร้างในบรูไนลดลงประมาณร้อยละ 70 ทำให้การนำเข้าสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างลดลงมาก ซึ่งผลจากการที่บริษัทก่อสร้างในบรูไนต้องปิดกิจการลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล้มละลายของบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดคือ บริษัท AMEDEO ทำให้ต้องส่งคนงานกลับไปเป็นจำนวนมากส่งผลกระทบให้การนำเข้าสินค้าเครื่องอุปโภค-บริโภคต่าง ๆ ในบรูไนลดลงด้วย


มาตรการ/กฏระเบียบทางการค้า ประเทศบรูไน

มาตรการภาษี บรูไนไม่มีการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและห้างหุ้นส่วน และไม่มีภาษีส่งออก ภาษีขาย ภาษีเงินเดือน ภาษีการผลิต มีเพียงการเรียกเก็บภาษีนิติบุคคลจากรูปบริษัทเท่านั้น หากมีอัตราการ จัดเก็บที่ต่ำมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค นอกจากนั้น ยังมีการยกเว้นภาษีต่างๆ ให้แก่ผู้เริ่มกิจการและกิจการที่ได้รับการส่งเสริมให้ประกอบในบรูไน พร้อมยังให้สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ จะจัดเก็บภาษีเงินได้เฉพาะผลประโยชน์ที่ได้รับ จากการค้า และธุรกิจ เงินปันผลจากบริษัทที่ได้ผ่านการจัดเก็บภาษีของบรูไน ดอกเบี้ยและส่วนลด ค่าเช่า ค่ารอยัลตี้ และผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินต่างๆ ทั้งนี้ การเก็บภาษีเงินได้ของบริษัท ต่างชาติจะคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในบรูไนเท่านั้น โดยอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทอยู่ที่ ร้อยละ 30 นอกจากนั้น ภาษีที่มีการจัดเก็บได้แก่ อากรแสตมป์ ภาษีปิโตรเลียม (เก็บจาก ผู้ประกอบการเกี่ยวกับปิโตรเลียม) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 20 สำหรับดอกเบี้ย รับจากค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยหุ้นกู้ หรือเงินกู้ ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่ไม่มีถิ่นพำนักในบรูไน)

ภาษีนำเข้า โดยทั่วไปมีการเรียกเก็บในสินค้าแต่ละประเภทดังนี้

1. อาหาร สินค้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ได้รับการยกเว้นภาษี

2. เครื่องมือและเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ไม้ซุง อุปกรณ์และเครื่องด้านการถ่ายภาพ เฟอร์นิเจอร์ ยานพาหนะและอะไหล่ เรียกเก็บอัตราร้อยละ 20

3. น้ำหอมและเครื่องสำอาง ร้อยละ 30

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยและบรูไนต่างเป็นสมาชิกเขตการค้าเสรีอาเซียน ที่มี การประกาศลดภาษีสินค้าระหว่างกันอยู่ระหว่างร้อยละ 0-5 โดยสินค้าที่มีการเรียกเก็บภาษี (ปี 2550) อยู่ในร้อยละ 5 เช่น น้ำมันหล่อลื่น เครื่องสำอาง สบู่และแชมพู ผงซักฟอก อุปกรณ์ถ่ายภาพ ยางรถยนต์และรถจักรยาน เสื้อผ้าและสิ่งทอบางประเภท อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น เครื่องพิมพ์ และเครื่องจักรบางชนิด เป็นต้น และมีสินค้า ต้องห้ามบางประเทศที่เรียกเก็บภาษีสูง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ เป็นต้น

 

มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี

สินค้าบางประเทศที่รัฐบาลบรูไนกำหนดให้มีระเบียบวิธีปฏิบัติ เช่น การขออนุญาตนำเข้า หรือการมีกำหนดโควตาการนำเข้า จึงจะได้รับอนุญาตให้มีการนำเข้าและจัดจำหน่ายได้ อาทิ ยา รักษาโรคและสารพิษ พืชและสัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม ไข่ หน่อพืชต่างๆ กล้วยไม้ ผักและผลไม้ เมล็ดพันธ์พืช น้ำมันพืช เกลือ สารเคมี ปุ๋ยเคมี ผลิตภัณฑ์ยา ไม้ ไม้ซุง ไม้ แปรรูป หนังสือและสิ่งพิมพ์ เครื่องมือตกปลา เครื่องเล่นเกมส์ มีด เครื่องมือและอุปกรณ์สื่อสาร และ/หรือส่งสัญญาณ รถยนต์ เครื่องจักร อะไหล่และส่วนประกอบรถยนต์ รถยนต์ใช้แล้ว จักรยาน รถแทรกเตอร์ และห้ามนำเข้าสินค้าที่ที่เป็นข้อห้ามหรือขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม และความมั่นคง ของชาติ

 

กฎ ระเบียบการประกอบธุรกิจในบรูไน

รูปแบบการประกอบกิจการในบรูไน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

- ผู้จัดจำหน่าย

- ห้างหุ้นส่วน

- บริษัท

- สาขาบริษัทต่างประเทศ

 

โดยธุรกิจทุกประเภทต้องจดทะเบียนชื่อธุรกิจ ยกเว้นเฉพาะการใช้ชื่อเต็มของเจ้าของ กิจการ โดยผู้ประกอบการ 2 ประเภทแรก ได้แก่ ผู้จัดจำหน่วยและห้างหุ้นส่วนไม่ต้องเสียภาษี เงินได้แต่ต้องจดทะเบียนชื่อประกอบธุรกิจ ชาวต่างชาติสามารถยื่นสมัครประกอบธุรกิจในลักษณะ นี้เช่นเดียวกัน โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากกรมตรวจคนเข้าเมืองก่อน

สำหรับรูปบริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งบริษัท สำหรับบริษัทจำกัด และ บริษัท (มหาชน) จำกัด ต้องมีคณะกรรมการบริหารในบริษัทเป็นชาวบรูไนไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง โดย บริษัท (มหาชน) จำกัด ต้องมีผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 7 คน และบริษัทเอกชนต้องมีผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 2 คน ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นไม่จำเป็นต้องมีสัญชาติบรูไน

อนึ่ง บริษัทภายนอกประเทศบรูไนสามารถจัดตั้งสำนักงานในบรูไนได้โดยต้องจดทะเบียน ภายใต้มาตรา 299 ของกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งบริษัท

 

กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งบริษัท (Companies Act (CAP39))

หลักการสำคัญในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในบรูไน ได้แก่

- สำนักจดทะเบียนบริษัทต้องเห็นชอบต่อชื่อที่ยื่นขอจดทะเบียน

- บันทึกความเข้าใจหรือกมาตรากำหนดตามแบบแผนที่กำหนดที่ยื่นเสนอต่อสำนัก

 

จดทะเบียนบริษัท พร้อมกับการยื่นขออนุญาตจัดตั้งบริษัท

- ผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 2 คน และต้องมีตัวตนจริง และการถือครองหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น

- บริษัทจำกัด ต้องมีคำว่า “Berhad” ลงท้ายชื่อบริษัท และถ้าเป็นบริษัทเอกชนต้องมีคำว่า “Sendirian” ก่อนคำว่า “Berhad” ด้วย

 

ระเบียบปฏิบัติในการจดทะเบียนบริษัทและขั้นตอนการปฏิบัติตามบัญชีเป็นไปตามหลัก สากล โดยบริษัทต้องมีการยื่นงบการเงินและผลประกอบการต่างๆ ต่อสำนักจดทะเบียนบริษัท โดย ต้องผ่านการตรวจรับรองจากผู้ตรวจสอบบัญชีที่จดทะเบียนของบรูไน

ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัทขึ้นอยู่กับขนาดของทุนจดทะเบียน เช่น บริษัทที่มี ทุนจดทะเบียน 25,000 เหรียญสหรัฐฯ มีค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน 300 เหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมในการกรอกเอกสารประกอบอื่นๆ

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นไปตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า (CAP38) โดย เมื่อจกทะเบียนแล้ว ในระยะเริ่มแรกให้การคุ้มครอง 7 ปี และสามารถต่ออายุขยายการคุ้มครอง ครั้งละ 14 ปี

การจดสิทธิบัตร หากผู้ทรงสิทธิบัตรในสหราชอาณาจักร หรือ มาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ สามารถยื่นต่อกระทรวงกฎหมายภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ประสิทธิบัตรมีผลบังคับใช้ เพื่อจด สิทธิบัตรในบรูไนภายใต้กฎหมายสิ่งประดิษฐ์ (CAP72) และไม่มีข้อกำหนดเฉพาะในด้านการ ป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่หากมีกรณีเกิดขึ้นจะยึดตามระเบียบปฏิบัติของสหราชอาณาจักร

 

ระเบียบการจ้างงาน

นโยบายแรงงานของบรูไนมีความยืดหยุ่น ด้วยข้อจำกัดด้านแรงงานของบรูไนจึงอนุญาต ให้มีการจ้างแรงงานต่างชาติได้ ปัจจุบันมีสัดส่วนแรงงานต่างชาติในบรูไนสูงถึงหนึ่งในสามของ แรงงานภายในประเทศบรูไนทั้งหมด โดยเฉพาะในสาขาที่ขาดแคลนในบรูไน ทั้งนี้ แรงงานที่ไม่ใช่ ชาวบรูไนต้องมีใบอนุญาตซึ่งมีอายุครั้งละ 2 ปี โดยในครั้งแรกต้องยื่นผ่านกรมแรงงานเพื่อขอ ใบอนุญาตทำงาน โดยปกติจะต้องมีการวางหลักประกันเป็นเงินสดหรือหนังสือค้ำประกันจาก ธนาคารจำนวนเท่ากับราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศของแรงงานนั้นๆ ซึ่ง เมื่อผ่านความเห็นชอบของกรมแรงงานแล้ว กรมตรวจคนเข้าเมืองจะอนุญาตให้แรงงานต่างชาติ เข้าประเทศบรูไนได้ ทั้งนี้ต้องมีการจัดตั้งหรือจดทะเบียนบริษัทที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาตินั้น เรียบร้อยก่อน

การลงทุน

บรูไนมีนโยบายดึงดูดการลงทุน โดยได้ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุน 2518 และการ จัดตั้งกระทรวงอุตสาหรรมและแหล่งวัตถุดิบขึ้นในปี 2532 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้าไป พัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ รองรับการขยายตัวเศรษฐกิจและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพา อุตสาหกรรมปิโตรเลียมของประเทศ โดยมีการให้สิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย ทั้งในด้านภาษี แหล่ง เงินกู้ และอื่นๆ โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

- อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติ

- อุตสาหกรรมเพื่อตลาดภายในประเทศ

- อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ

- อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

นโยบายอุตสาหกรรมครอบคลุมทั้งในด้านแรงงาน การเป็นเจ้าของกิจการ การสนับสนุน ของภาครัฐ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ โดยเงื่อนไขต่างๆ เปิดกว้างเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับ ความต้องการของนักลงทุนได้อย่างเหมาะสม นักลงทุนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้น หลัก หรือผู้ถือหุ้นส่วนน้อย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมที่สนใจลงทุน ยกเว้นเฉพาะ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติ และอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบ ภายในประเทศจะต้องมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวบรูไนด้วย ทั้งนี้ อุตสาหกรรมต้องเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม เนื่องจากรัฐบาลบรูไนให้ความสำคัญต่อด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์อย่างมาก และยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ระเบียบการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ผู้ถือสัญชาติต่างๆ สามารถพำนักหรือท่องเที่ยวในบรูไนได้ โดยไม่ต้องขอตรวจลงตรา หนังสือเดินทาง (VISA) มีจำนวนวันไม่เท่ากัน ขึ้นกับข้อตกลงระหว่างประเทศ รายละเอียดดัง ตารางต่อไปนี้

รวบรวมโดย :

ส่วนวิจัยเชิงนโยบาย SMEs 2 ฝ่ายยุทธศาสตร์ SMEs มหภาค สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ที่มาของข้อมูล :

สำนักส่งเสริมการค้าชายแดนและมาตรการพิเศษทางการค้า


กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dft.go.th

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.ditp.go.th

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dtn.go.th

Global Trade Atlas.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.gtis.com/gta

สถาบันศึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.apecthai.org

ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EIU).(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก  eiu.thaieei.com