ชื่อ                                    สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล (Federal Republic of Brazil)

ที่ตั้ง                                   บราซิลเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และมีประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของโลก มีอาณาเขตฝั่งตะวันออกติดมหาสมุทรแอตแลนติก และมีพรมแดนติดประเทศอุรุกวัย อาร์เจนตินา และปารากวัยทางทิศใต้ โบลิเวียและเปรูทางทิศตะวันตก โคลัมเบีย เวเนซูเอลา กายนา, ซูรินัม และ เฟรนช์กายนา ทางทิศเหนือ บราซิลมีพรมแดนติดกับประเทศในทวีปอเมริกาใต้ทุกประเทศยกเว้นชิลี และเอกวาดอร์

พื้นที่                                  8,511,965 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก

ภูมิประเทศ                           - ภาคเหนือ มีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 42 ของทั้งประเทศ เป็นเขตลุ่มแม่น้ำ
อเมซอน ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาณน้ำจืดคิดเป็น 1 ใน 5 ของโลก รวมทั้งเป็นเขตป่าฝน (
rainforest) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก                                           

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ติดชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก มีทั้งเขตลุ่มแม่น้ำที่สามารถทำการเพาะปลูกพืชเขตร้อน และเขตที่ราบสูงที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ทั้งนี้ เมืองใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมากจะตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล อาทิ เมืองซัลวาดอร์ (Salvador) ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของบราซิล และเมืองเรซีเฟ (Recife)

- ภาคตะวันตกตอนกลาง เป็นที่ราบสูงเฉลี่ย 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 22 ของประเทศ เป็นเขตป่าไม้ชุกชุม เป็นพี้นที่เพาะปลูกและทำปศุสัตว์ บางแห่งเป็นพื้นที่แห้งแล้งกันดาร - ภาคตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่เพียงร้อยละ 11 ของประเทศ แต่เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ที่สุด 3 เมืองของบราซิล ได้แก่ นครเซาเปาลู (S?o Paulo) นครรีโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) และเบโลโอรีซอนตี (Belo Horizonte) ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่คิดเป็นร้อยละ 45 ของทั้งประเทศ ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ชายฝั่ง หาดทราย และที่ราบสูง                                                                

- ภาคใต้ มีพื้นที่น้อยที่สุด และมีอากาศใกล้เคียงกับยุโรป โดยมีหิมะตกบางพื้นที่ในฤดูหนาว เป็นที่ตั้งรกรากของชาวยุโรปที่ไปตั้งถิ่นฐานในบราซิลในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 (โดยเฉพาะอิตาลี เยอรมนี โปแลนด์ และรัสเซีย) และอยู่อาศัยเรื่อยมาจนปัจจุบัน ถือเป็น อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ โดยเป็นแหล่งผลิตพืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด อาทิ ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าว รวมถึงเป็นเขตปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศด้วย

อาณาเขตติดต่อ                     มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศอุรุกวัย อาร์เจนตินา ปารากวัย โบลิเวีย เปรู โคลอมเบีย เวเนซุเอลา กายอานา ซูรินาเม และดินแดนเฟรนช์เกียนา (ทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ยกเว้นเอกวาดอร์และชิลี)

ภูมิอากาศ                            อากาศอากาศร้อนชื้น ส่วนทางตอนใต้อากาศเย็นสบาย

เมืองสำคัญ                          เซาเปาโล, ริโอ เดอ จาเนโร

เวลา                                  ช้ากว่าไทย 9 หรือ 10 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับการปรับเวลาในฤดูร้อน)

 ช้ากว่าไทย 10 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมีนาคม ตุลาคม

และช้ากว่าไทย 9 ชั่วโมงในช่วงเดือนตุลาคม มีนาคม

ประชากร                           206 ล้านคน (มากเป็นอันดับ 5 ของโลก) (6 มิถุนายน 2560)

ศาสนา                               ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 80)

ภาษาราชการ                        ภาษาโปรตุเกส

สกุลเงิน                              เฮอัล (Real)

(อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท เท่ากับประมาณ 0.09 เฮอัล) (6 มิถุนายน 2560)

วันชาติ                               7 กันยายน (7 กันยายน ค.ศ. 1822 เป็นวันที่ได้รับเอกราชจากโปรตุเกส)

GDP (US$bn)                      1,868.63 (ปี 2018)

GDP per capita (US$)                    1,1026.24 (ปี 2018)

Real GDP Growth (%)         1.12 (ปี 2018)

Inflation (%)                      3.67 (ปี 2018)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ              เครื่องจักรในการขนส่ง แร่เหล็ก  ถั่วเหลือง รองเท้า กาแฟ ยานยนต์

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ                สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน อาร์เจนตินา ญี่ปุ่น

สินค้านำเข้าที่สำคัญ               เครื่องจักร อุปกรณ์ขนส่ง น้ำมัน เคมีภัณฑ์ ส่วนประกอบยานยนต์

ตลาดส่งออกที่สำคัญ               สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ อาร์เจนตินา สหภาพยุโรป


บราซิลเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก โดยบราซิลมีระบบเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ อุตสาหกรรมและ

ภาคบริการที่มีขนาดใหญ่และก้าวหน้า หลังจากเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2544-2546 เศรษฐกิจของบราซิลก็ฟื้นตัวขึ้น อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสมของรัฐบาล ได้แก่ นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว การรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อ และการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจโลกที่เอื้ออำนวยซึ่งสนับสนุนการส่งออกของบราซิล โดยในช่วงปี 2546-2550 บราซิลมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว อัตราการขยายตัวของ GDP ในช่วงเวลาดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ

ร้อยละ 4.5 ทั้งนี้ สำหรับปี 2552 ที่ผ่านมา บราซิลได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยมีการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ร้อยละ 0.1 

          นอกจากนี้ บราซิลมีอัตราเงินเฟ้อในระดับปานกลาง อยู่ในฐานะ Net Creditor Nation รวมทั้งเป็นประเทศที่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนในอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากบราซิลมีตลาดขนาดใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย (Diversified Industrial Base)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในปัจจุบันบราซิลจะมีเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลประธานาธิบดี Lula da Silva ในสมัยที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายทางการเงิน

การคลังอย่างเคร่งครัด แต่รัฐบาลเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการ เช่น ปัญหาความยากจน การจัดสรรที่ดินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรม การขาดแรงงานฝีมือ และระบบการจัดเก็บภาษี

ที่ขาดประสิทธิภาพ

บราซิลมีกรณีพิพาทกับสหรัฐฯ ประเด็นเกี่ยวกับการอุดหนุนฝ้ายของสหรัฐฯ ซึ่งผลการตัดสิน( Final Ruling) ของ WTO บราซิลเป็นฝ่ายชนะ แต่สหรัฐฯยังไม่ปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกการอุดหนุนผู้ส่งออกฝ้ายภายในประเทศ ส่งผลให้บราซิลจะดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าตามที่ได้รับอนุญาตจาก WTO โดยการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯจำนวน 102 รายการ คิดเป็นมูลค่า 591 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจะยกเลิกการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ในบราซิล จำนวน 21 รายการ ซึ่งมีมูลค่า 238 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน หากบราซิลและสหรัฐฯ ไม่สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงฉันท์มิตร (Amicable Settlement) ได้สำเร็จ


ตาราง มูลค่าการค้ารวมของบราซิล

การค้า

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

% Change

2017/2016

% Change

2018/2017

การค้ารวม

322,818

368,489

421,120

14.15

14.28

การส่งออก

185,232

217,739

239,889

17.55

10.17

การนำเข้า

137,586

150,749

181,231

9.57

20.22

ที่มา: Global Trade  Atlas

 

ในปี 2018 บราซิล มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวม 421,120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 239,889 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออก ได้แก่ เมล็ดพืชและผลไม้ ที่มีน้ำมันเมล็ดธัญพืช เมล็ดพืชและผลไม้เบ็ดเตล็ด เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นเชื้อเพลิงที่ได้จ้ากแร่ น้ำมันแร่และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น และสินแร่ ตะกรันและเถ้า เป็นต้น ตลาดส่งออกหลักที่สำคัญ อาทิ จีน สหรัฐอเมริกา และ อาร์เจนตินา เป็นต้น ด้านการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 181,231 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เครื่องจักร เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล เป็นต้น โดยมีจีน สหรัฐอเมริกา และ อาร์เจนตินา เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญ 


ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิล 10 อันดับแรก ปี 2018

บราซิลนำเข้าจากประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2018

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

1.จีน

11,850

6.42

44.42

2.เกาหลีใต้

2,529

2.63

9.48

3.สหรัฐอเมริกา

1,668

1.35

6.25

4.เวียดนาม

1,579

6.07

5.92

5.ไต้หวัน

1,213

5.61

4.55

6.มาเลเซีย

985

12.59

3.69

7.เยอรมนี

877

- 2.89

3.29

8.เม็กซิโก

855

5.99

3.21

9.ญี่ปุ่น

789

3.17

2.96

10.ฝรั่งเศส

559

21.45

2.10

ที่มา: Global Trade  Atlas

จากตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิล 10 อันดับแรก ปี 2018 พบว่า บราซิลนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากจีนมากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 11,850 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 44.42 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 6.42 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บราซิลนำเข้าจากจีน เช่น ส่วนประกอบของเครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ กล้องถ่ายบันทึกภาพ และโซลาร์เซลล์ เป็นต้น อันดับ 2 คือ เกาหลีใต้ บราซิลนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากเกาหลีใต้ มูลค่า 2,529 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 9.48 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 2.63 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บราซิลนำเข้าจากเกาหลีใต้ เช่น วงจรรวม และไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) กล้องถ่ายบันทึกภาพ และส่วนประกอบของเครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ เป็นต้น และอันดับ 3 คือ สหรัฐอเมริกา บราซิลนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐอเมริกา มูลค่า 1,668 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.25 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 1.35 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บราซิลนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เช่น อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ และวงจรรวม และไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) เป็นต้น ในขณะที่ไทยเป็นประเทศอันดับ 11 ที่บราซิลนำเข้าสินค้า โดยมีมูลค่า 530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 1.99 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 2.34 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บราซิลนำเข้าจากไทย เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ เป็นต้น


ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิล 10 อันดับแรก ปี 2018

บราซิลส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2018

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

1.สหรัฐอเมริกา

1,019

19.65

21.86

2.อาร์เจนตินา

797

- 7.54

17.11

3.เยอรมนี

308

15.62

6.61

4.ชิลี

232

1.04

4.98

5.เม็กซิโก

231

- 13.76

4.96

6.ปารากวัย

207

1.09

4.45

7.จีน

177

43.75

3.80

8.โคลัมเบีย

158

- 19.35

3.40

9.โบลิเวีย

133

- 12.73

2.86

10.ฝรั่งเศส

118

26.53

2.53

ที่มา: Global Trade  Atlas

การส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิล ในปี 2018 บราซิลส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่า 1,019 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 21.86 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 19.65 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บราซิลส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น เป็นต้น อันดับ 2 คือ อาร์เจนตินา บราซิลส่งออกไปยังอาร์เจนตินา มูลค่า 797 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 17.11 โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 7.54 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บราซิลส่งออกไปยังอาร์เจนตินา เช่น สายไฟ ชุดสายไฟ หม้อสะสมไฟฟ้า และเครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น เป็นต้น และอันดับ 3 คือ เยอรมนี บราซิลส่งออกไปยังเยอรมนี มูลค่า 308 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.61 โดยมีอัตราขยายตัวร้อยละ 15.62 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บราซิลส่งออกไปยังเยอรมนี เช่น สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น ในขณะที่บราซิลส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังไทยมากเป็นอันดับที่ 42 โดยมีมูลค่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 0.27 โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 13.81 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่บราซิลส่งออกไปยังไทย เช่น วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) และเครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น เป็นต้น


ตาราง มูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยนำเข้าจากบราซิล

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า

(ล้านบาท)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

2017

2018

1. เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

0

0

71

0

N/A

2.เครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น

69

57

43

-17.39

-24.30

3.สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ

104

31

31

-70.19

2.21

4.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

0

0

31

0

N/A

5.เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้า

37

27

29

-27.03

6.80

6.เครื่องปรับอากาศ

26

23

22

-11.54

-1.82

7.ฉนวนไฟฟ้า

18

22

22

22.22

1.36

8.มอเตอร์ไฟฟ้า

10

3

20

-70.00

564.11

9.Power Capacitor

77

0

18

-100.00

4262.77

10.ตัวนำไฟฟ้า

21

30

17

42.86

-42.92

รวมมูลค่านำเข้าทั้งหมด

3,126

1,216

581

-61.10

-52.23

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

จากตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากบราซิล 10  อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2018 ไทยนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากบราซิล คิดเป็นมูลค่านำเข้าทั้งหมด 581 ล้านบาท มีอัตราการหดตัวถึงร้อยละ 52.23 โดยสินค้านำเข้าอันดับ 1 ได้แก่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยมีมูลค่าการนำเข้า 71 ล้านบาท อันดับ 2 ได้แก่ เครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น โดยมีมูลค่าการนำเข้า 43 ล้านบาท และมีอัตราการหดตัวร้อยละ 24.30 และสินค้าที่ไทยนำเข้าจากบราซิลมากเป็นอันดับ 3 ได้แก่ สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ โดยมีมูลค่า 31 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 2.21 ซึ่งลักษณะการนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากบราซิล จะเป็นการนำเข้าเพื่อผลิตและประกอบต่อในไทย เนื่องจากไทยยังคงเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของอาเซียน รวมทั้งบราซิลไม่ใช่ประเทศนำเข้าหลักของไทย

ตาราง มูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปยังบราซิล

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า

(ล้านบาท)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

2017

2018

1.โซล่าร์เซลล์

18

28

808

55.56

2741.39

2. แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

269

406

777

50.93

91.38

3.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

427

665

584

55.74

-12.24

4. เครื่องปรับอากาศ

694

707

583

1.87

-17.49

5.กล้องถ่ายบันทึกภาพและส่วนประกอบ

682

555

582

-18.62

4.92

6.เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้า

728

756

561

3.85

-25.80

7.วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit)

667

282

519

-57.72

84.30

8.วงจรพิมพ์

371

615

517

65.77

-16.05

9.ตู้เย็น

250

455

501

82.00

10.08

10.เครื่องรับวิทยุกระจายเสียง

41

103

443

151.22

329.27

รวมมูลค่านำเข้าทั้งหมด

21,172

10,089

11,764

-52.35

16.60

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

 

จากตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปยังบราซิล 10  อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2018 ไทยส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังบราซิล คิดเป็นมูลค่าส่งออกทั้งหมด 11,764 ล้านบาท มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 16.60 โดยสินค้าที่ไทยส่งออกอันดับ 1 ได้แก่ โซล่าร์เซลล์ มีมูลค่าการส่งออก 808 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวสูงมากถึงร้อยละ 2741.39 สินค้าส่งออกอันดับ 2 ได้แก่ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า มีมูลค่าการส่งออก 777 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างสูงที่ร้อยละ 91.38 และสินค้าส่งออกอันดับ 3 ได้แก่ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีมูลค่าการส่งออก 584 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการหดตัวร้อยละ 12.24 ซึ่งลักษณะการส่งออกของไทยไปบราซิลเป็นการส่งออกชิ้นส่วนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิ่มมูลค่าสินค้าและสินค้าสำเร็จรูป


เศรษฐกิจของประเทศบราซิล

บราซิลเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก โดยบราซิลมีระบบเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ อุตสาหกรรมและ

ภาคบริการที่มีขนาดใหญ่และก้าวหน้า หลังจากเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2544-2546 เศรษฐกิจของบราซิลก็ฟื้นตัวขึ้น อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสมของรัฐบาล ได้แก่ นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว การรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อ และการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจโลกที่เอื้ออำนวยซึ่งสนับสนุนการส่งออกของบราซิล โดยในช่วงปี 2546-2550 บราซิลมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว อัตราการขยายตัวของ GDP ในช่วงเวลาดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ

ร้อยละ 4.5 ทั้งนี้ สำหรับปี 2552 ที่ผ่านมา บราซิลได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยมีการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ร้อยละ 0.1 

          นอกจากนี้ บราซิลมีอัตราเงินเฟ้อในระดับปานกลาง อยู่ในฐานะ Net Creditor Nation รวมทั้งเป็นประเทศที่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนในอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากบราซิลมีตลาดขนาดใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย (Diversified Industrial Base)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในปัจจุบันบราซิลจะมีเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลประธานาธิบดี Lula da Silva ในสมัยที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายทางการเงิน

การคลังอย่างเคร่งครัด แต่รัฐบาลเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการ เช่น ปัญหาความยากจน การจัดสรรที่ดินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรม การขาดแรงงานฝีมือ และระบบการจัดเก็บภาษี

ที่ขาดประสิทธิภาพ

บราซิลมีกรณีพิพาทกับสหรัฐฯ ประเด็นเกี่ยวกับการอุดหนุนฝ้ายของสหรัฐฯ ซึ่งผลการตัดสิน( Final Ruling) ของ WTO บราซิลเป็นฝ่ายชนะ แต่สหรัฐฯยังไม่ปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกการอุดหนุนผู้ส่งออกฝ้ายภายในประเทศ ส่งผลให้บราซิลจะดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าตามที่ได้รับอนุญาตจาก WTO โดยการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯจำนวน 102 รายการ คิดเป็นมูลค่า 591 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจะยกเลิกการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ในบราซิล จำนวน 21 รายการ ซึ่งมีมูลค่า 238 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน หากบราซิลและสหรัฐฯ ไม่สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงฉันท์มิตร (Amicable Settlement) ได้สำเร็จ


มาตรการด้านภาษี

          อัตราภาษีนำเข้า MFN ของบราซิลอยู่ระหว่างร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 35 สำหรับอัตราเรียกเก็บจริงเฉลี่ย (average applied rate) เมื่อเดือนมกราคม 2551 อยู่ที่ร้อยละ 11.5 ทั้งนี้ การเก็บภาษีสินค้านำเข้าของบราซิลจะเป็นการเก็บอัตราภาษีตามราคา (ad valorem) ซึ่งคำนวณจากราคา CIF (Cost Insurance and Freight)

เนื่องจากบราซิลเป็นสมาชิก MERCOSUR ดังนั้น การนำเข้าสินค้าจากประเทศสมาชิก MERCOSUR อัตราภาษีนำเข้าลดลงเป็นศูนย์เกือบทุกรายการ และการนำเข้าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม จะใช้อัตราภาษีร่วมของ MERCOSUR (Common External Tariffs: CET) ซึ่งบราซิลเริ่มใช้ภาษี CET เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 โดยปัจจุบัน CET มีอัตราระหว่างร้อยละ 0 จนถึงร้อยละ 35 อย่างไรก็ดี มีสินค้าบางประเภทที่บราซิลได้รับการยกเว้นไม่ต้องใช้อัตราภาษีนำเข้าตาม CET ได้แก่ สินค้าทุน สินค้าคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม รวมทั้งสินค้าอื่นๆ อีก 100 รายการ

          นอกจากภาษีศุลกากรแล้ว บราซิลยังมีการเก็บภาษีอื่น เช่น ภาษีสินค้าอุตสาหกรรม (Industrial Products Tax: IPI) และภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (Services and Merchandise Circulation Tax: ICMS)

          ภาษีสินค้าอุตสาหกรรม (IPI) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเก็บโดยรัฐบาลกลาง โดยเก็บจาก             การจำหน่ายสินค้าที่จุดขายสำหรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และเก็บที่จุดผ่านศุลกากร สำหรับสินค้านำเข้า โดยในการคำนวณภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจะใช้ราคา CIF+ภาษีศุลกากร+ค่าธรรมเนียมอื่น+ค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยนที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าเป็นฐาน ทำให้ฐานภาษีสูงมาก ทั้งนี้ อัตราภาษี IPI อยู่ระหว่างร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 20 เป็นส่วนใหญ่ แต่อัตราเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี สินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี IPI เช่น แร่ หนังสัตว์ ปุ๋ย เชื้อเพลิง และสิ่งทอบางประเภท

          ภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บโดยรัฐบาลท้องถิ่น เมื่อมีการซื้อขายสินค้า (ภายในรัฐเดียวกันหรือต่างรัฐ) หากเป็นการซื้อขายสินค้าภายในรัฐเดียวกัน อัตราภาษีที่ใช้ส่วนใหญ่คือร้อยละ 18 หากเป็นการซื้อขายระหว่างรัฐ อัตราภาษีที่เรียกเก็บส่วนใหญ่อยู่ที่ร้อยละ 7 หรือร้อยละ 12 ทั้งนี้ สำหรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศจะใช้ราคาจำหน่าย+ภาษี IPI เป็นฐานในการคำนวณภาษี ส่วนสินค้านำเข้าจะใช้ราคา CIF+ภาษีศุลกากร+ ภาษี IPI+ค่าธรรมเนียมศุลกากรอื่นๆ เป็นฐานในการคำนวณภาษี

มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี

          -         บราซิลใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้า (Import Prohibitions) กับสินค้าที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพประชากรสัตว์ และพืช รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างสินค้าที่บราซิลห้ามนำเข้า เช่น สินค้าที่ใช้แล้วทุกชนิด (all used consumer goods) ของเล่นเด็กที่มีลักษณะเลียนแบบอาวุธ องุ่นและน้ำองุ่นที่ใช้ผลิตไวน์ เป็นต้น นอกจากนี้ บราซิลห้ามนำเข้ายางที่ใช้แล้ว (Retreaded Tyre) จากทุกประเทศยกเว้นจากสมาชิก MERCOSUR ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวขัดกับหลักการ non-discrimination ของ WTO ซึ่ง สมาชิกWTO ได้เรียกร้องให้บราซิลยกเลิกมมาตรการดังกล่าว 

-         บราซิลกำหนดให้มีการขออนุญาตนำเข้าทั้งแบบ Automatic Licensing และ Non Automatic Licensing โดยมีสินค้าประมาณ 3,500 รายการ (HS ระดับ 8 หลัก) ที่บราซิลกำหนดให้ต้องขออนุญาตนำเข้าแบบ Non Automatic Licensing ซึ่งสินค้าดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพประชากร สัตว์ และพืช รวมทั้งสิ่งแวดล้อม และสินค้าภายใต้โควตาภาษี

-         บราซิลกำหนดให้สินค้านำเข้าที่ต้องการขอยกเว้นภาษีศุลกากรจะต้องผ่าน Similarity Test เพื่อทดสอบว่าสินค้าที่ขอนำเข้าโดยการยกเว้นภาษีศุลกากรมีสินค้าที่ผลิตภายในประเทศที่ใกล้เคียงกันหรือไม่ และหากไม่ใช่สินค้าที่มีความใกล้เคียงกับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ จึงจะได้รับยกเว้นภาษีศุลกากร

-         บราซิลกำหนดให้สินค้า 59 รายการจะต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน (Mandatory Certification) ตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดก่อนจะสามารถจำหน่ายได้ สินค้าดังกล่าว เช่น ขวดนมเด็ก ของเล่น ยางรถยนต์ สายเคเบิล เครื่องใช้ไฟฟ้า ถังน้ำมัน ไม้ขีดไฟ

ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

-         บราซิลใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Measures: AD) ค่อนข้างบ่อยจนถึงปลายเดือนตุลาคม 2551 บราซิลใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดถึง 63 กรณี สินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกใช้มาตรการนี้ ได้แก่ พลาสติก เหล็ก เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักร สำหรับสินค้าไทยที่ถูกบราซิลใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ได้แก่ ยางนอกรถจักรยาน พลาสติกบาง และเส้นใยวิสโคส สำหรับการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing) บราซิลใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนกับสินค้า 2 รายการจากอินเดีย ได้แก่ แท่งเหล็กสแตนเลสและพลาสติกบาง นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2545 บราซิลใช้มาตรการปกป้อง (Safeguard) กับสินค้า 1 รายการ คือ มะพร้าว


ปัญหาอุปสรรคทางการค้าของไทย

- บราซิลยังมีกำแพงภาษีศุลกากรและระบบศุลกากรที่ซับซ้อน รวมทั้งภาษี (tax) ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ นอกจากนี้ กฎหมายธุรกิจและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญายังไม่สามารถใช้บังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- ระยะทางระหว่างไทยกับบราซิลอยู่ห่างไกลกันมาก ประกอบกับไม่มีเที่ยวบินที่บินตรงจากไทยไปยังบราซิล ทำให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลามาก

- ค่าระวางเรือสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

- ปัญหาในการสื่อสาร เนื่องจากบราซิลใช้ภาษาโปรตุกีสเป็นภาษาราชการ ในขณะที่

นักธุรกิจไทยที่รู้ภาษาโปรตุเกสมีน้อยมาก

                        

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงในตลาดบราซิล

ปัจจัยสนับสนุน

1. มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนในด้านสินค้าหรืออุตสาหกรรมที่เป็นวัตถุดิบหรือสินค้าทุน เช่น เหล็ก อัญมณี ถั่วเหลือง ข้าวโพด เป็นต้น

2. เปิดกว้างให้ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยจำกัดการครองกรรมสิทธิที่ดินขนาดพื้นที่ไม่เกิน 30,000 ไร่ และไม่เกินร้อยละ 25 ในเขตเทศบาล แต่ต้องได้รับการอนุญาตจากกระทรวงเกษตรของบราซิลก่อนและต้องระบุการใช้ประโยชน์ว่าจะทำธุรกิจอะไรในคำขอการตั้งบริษัทด้วย

3. อุตสาหกรรมที่รัฐบาลบราซิลกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ที่จะให้การสนับสนุนการได้แก่ ไบโอเทค ยา พลังงาน ท่องเที่ยว ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นต้น

4. สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การขอคืนภาษีขาย (sales tax) หรือส่งออกสินค้าได้ การยกเว้นภาษีรัฐ การยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ วัตถุดิบหรือส่วนประกอบได้ การอำนวยความสะดวกในการขอเงินกู้จากธนาคารของรัฐในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น

5. ไม่มีข้อจำกัดในการถือครองหุ้นของบริษัท ที่ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100%

 

ปัจจัยเสี่ยง

1. ระบบภาษีที่ยุ่งยาก และซับซ้อน ทำให้อาจมีปัญหาในการบริหารงานหรือคำนวณต้นทุน

2. กฎระเบียบการขอเปิดบริษัทดำเนินการล่าช้าเนื่องจากระบบราชการที่ซับซ้อน

3. ปัญหาการคอรัปชั่นสูง

4. บังคับให้ต้องมีผู้บริหารหรือจ้างผู้บริหารซึ่งมีอำนาจลงนามในธุรกรรมต่างๆ เป็นคนสัญชาติบราซิล ไม่ว่าจะมีการถือหุ้น 100% หรือไม่ก็ตาม

5. กฎหมายแรงงานค่อนข้างคุ้มครองลูกจ้างอย่างมาก เช่น

- ลูกจ้างต้องมีวันหยุดพักผ่อนตามกฎหมายอย่างน้อย 1 เดือน เมื่อทำงานครบ 1 ปี

- มีโบนัสให้ลูกจ้างตามกฎหมาย 1 เดือนของค่าจ้าง

- มีค่าล่วงเวลาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

- หากไม่ให้ลูกจ้างหยุดตามกฎหมายแล้วต้องจ่ายเงินชดเชยให้ตามจำนวนชั่วโมง ซึ่งมีอัตราที่มากกว่าค่าจ้างปกติ

6. การฟ้องร้องระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่โดยส่วนใหญ่ ลูกจ้างจะเป็นฝ่ายชนะคดี

7. แหล่งเงินกู้ในประเทศมีค่อนข้างจำกัด และมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากโดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 10.50%

8. มาตราฐานการศึกษาที่ต่างกันมากระหว่างรัฐและเอกชน ทำให้ขาดแรงงานที่มีทักษะสูง


บรรณานุกรม

 

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dft.go.th

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.ditp.go.th

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dtn.go.th

Global Trade Atlas.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.gtis.com/gta

สถาบันศึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.apecthai.org

ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EIU).(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก  eiu.thaieei.com