อาเซียน                              สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 9 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 (วันเดียวกับประเทศลาว)

ชื่อเต็ม                                สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (The Republic of the Union of Myanmar)

ที่ตั้ง                                   ตั้งอยู่ทางตะวันตกตกเฉียงใต้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างละติจูดที่ 9-29 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 92-102 องศาตะวันออก ตั้งอยู่ตามแนวอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,832 กิโลเมตร

พื้นที่                                  พื้นที่โดยรวมประมาณ 676,577 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นพื้นดิน 653,844 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 22,733 ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศ                           ภูมิประเทศของเมียนมา อาจแบ่งได้เป็น 2 เขตใหญ่ คือ เมียนมาตอนบน )Upper Myanmar) และ เมียนมาตอนล่าง )Lower Myanmar) ในแต่ละ 2 เขตใหญ่นี้มีการแบ่งออกเป็น 2 เขตย่อย ดังนี้

                                        1) เมียนมาตอนบน (Upper Myanmar) แบ่งออกเป็น 2 เขต ได้แก่

1.1) เขตเทือกเขา เป็นบริเวณทิวเขาทางภาคเหนือและที่ราบสูงฉาน ซึ่งจะประกอบไปด้วยภูเขาสูงมากมาย มีพื้นที่กว้างขวางแต่มีคนอาศัยอยู่น้อย ได้แก่ รัฐฉาน รัฐคะฉิ่น และรัฐชิน

1.2) เขตส่วนกลาง เป็นพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่อยู่ในเขตแห้งแล้ง (Dry Zone) ประกอบด้วยพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี (Ayeyawady) ที่ราบลุ่มแม่น้ำสะโตง (Shittaung) และที่ราบลุ่มแม่น้ำชินวิน (Chinwin) ได้แก่ เขตสะกาย เขตมะเกว เขตมัณฑะเลย์รัฐกะยา เขตบะโก และรัฐกะเหรี่ยง

2) เมียนมาตอนล่าง (Lower Myanmar) แบ่งออกเป็น 2 เขต ได้แก่

2.1) เขตลุ่มปากแม่น้ำ เป็นพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำอิระวดีใช้ส้าหรับการท้านาปลูกข้าว และถือว่าเป็นพื้นที่ที่ผลิตข้าวได้มากที่สุดของเมียนมา ได้แก่ เขตอิระวดีและเขตย่างกุ้ง

2.2) เขตชายฝั่งทะเล เป็นพื้นที่เขตชายผั่งทะเลและเขตที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ ส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ในการทำการประมง ได้แก่ รัฐยะไข่ รัฐมอญ และเขตตะนาวศร

อาณาเขตติดต่อ                     เมียนมาตั้งอยู่ตามแนวอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,832 กิโลเมตร มีพรมแดนติดต่อกับ 5 ประเทศ คือ

- ประเทศจีน ทางด้านทิศเหนือและทิตตะวันออกเฉียงเหนือ (2,185 กิโลเมตร)

- ประเทศลาว ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ (253 กิโลเมตร)

- ประเทศไทย ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ (2,401 กิโลเมตร)

- ประเทศอินเดีย ทางด้านทิศตะวันตก (1,463 กิโลเมตร)

- ประเทศบังกลาเทศ ทางด้านทิศตะวันตก (193 กิโลเมตร)

ภูมิอากาศ                            เมียนมาอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อนแบบมีมรสุม บริเวณเขตชายฝั่งทะเลและลุ่มปากแม่น้ำ มีฝนตกชุก เขตส่วนกลางอากาศร้อนและแห้งแล้ง และเขตเทือกเขามีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ระหว่าง 20-36 องศาเซลเซียส เมียนมามี 3 ฤดูคือ

ฤดูร้อน : เริ่มตั้งแต่ เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อากาศจะร้อนจัดมากโดยเฉพาะเขตส่วนกลาง

ฤดูฝน : เริ่มตั้งแต่ เดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนตุลาคม ฝนจะเริ่มตกประมาณปลายเดือนพฤษภาคม และจะตกชุกมากเมื่อมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากอ่าวเบงกอล

ฤดูหนาว : เริ่มตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์อากาศหนาวจัดในเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม โดยเดือนพฤศจิกายนมีอากาศเย็นสบาย

เมืองหลวง                           กรุงเนปิดอร์ )Nya Pyi Daw) เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของเมียนมา ย้ายเมื่อ พ..2548 ตั้งอยู่ตรง กึ่งกลางประเทศ ระหว่างย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์ห่างจากย่างกุ้งไปทางทิศเหนือประมาณ 360 กิโลเมตร พื้นที่ ประมาณ 7 พันตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 1.1 ล้านคน เดินทางโดยรถยนต์จากกรุงย่างกุ้งใช้เวลา ประมาณ 5 ชั่วโมง

กรุงเนปิดอว์มีการออกแบบวางผังเมืองเป็น 4 เขตหลัก ได้แก่ เขตราชการ )Ministry Zone) เขต โรงแรม )Hotel Zone) เขตอุตสาหกรรม )Industry Zone) และเขตทหาร (Military Zone)  

จุดที่น่าสนใจของกรุงเนปิดอว์ คือ รัฐสภาแห่งสหภาพเมียนมา ที่มีการก่อสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ๋ น่าเกรงข่าม โดยเฉพาะถนนทางเข้ารัฐสภามีขนาดกว้างถึง 12 ช่องจราจร และอนุสาวรีย์ของกษัตริย์เมียนมา 3 พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าอโนรธา แห่งอาณาจักรพุกาม พระเจ้าบุเรงนอง แห่งอาณาจักรหงสาวดีและพระ เจ้าอลองพญา แห่งอาณาจักรชเวโบ เมียนมาจัดสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อระลึกถึงเกียรติคุณของบูรพ กษัตริย์ที่ได้รวบรวมเมียนมาให้เป็นปึกแผ่น

เมืองสำคัญ                                    กรุงย่างกุ้ง (Yongon) อดีตเมืองหลวงของเมียนมา ในสมัยที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เดิมชื่อ เมืองดาโกง )Dagon) มีพื้นที่ประมาณ 1 หมื่นตารางกิโลเมตร พื้นที่เขตเมืองประมาณ 598 ตารางกิโลเมตร มี ประชากรประมาณ 7.3 ล้านคน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และกระจายสินค้าไปยังเมืองต่างๆ ของประเทศ เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานมากกว่าเมืองอื่น เป็นศูนย์การการลงทุนที่ สำคัญ โดยมีเขตนิคมอุตสาหกรรม )Industrial Zone) และเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา )Thilawa SEZ)

เมืองบะโก หรือ พะโค (ฺBago) เดิมชื่อเมืองหงสาวดีเป็นเมืองหลวงของเขตบะโก อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางทิศเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 3.9 หมื่นตารางกิโลเมตร เขตบะโกมีประชากรประมาณ 4.8 ล้านคน เฉพาะเมืองบะโก มีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคน เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวและสินค้าเกษตรที่ส้าคัญ มีโรงงานน้ำตาล โรงงานทอผ้า และโรงงานเซรามิกส์อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยมีพระราชวังบุเรงนอง พระเจดีย์ชเวมอดอว์เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

เมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) อดีตเมืองหลวงของเมียนมา ก่อนที่จะกลายเป็นเขตอาณานิคมของอังกฤษ มีพื้นที่เขตเมืองประมาณ 163 ตารางกิโลเมตร เขตมัณฑะเลย์มีพื้นที่ประมาณ 3.7 หมื่นตารางกิโลเมตร เขตมัณฑะเลย์มีประชากรประมาณ 6.1 ล้านคน เฉพาะเมืองมัณฑะเลย์มีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคน อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางทิศเหนือประมาณ 620 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่สำคัญของเขตส่วนกลางและตอนเหนือของเมียนมา เป็นศูนย์กลางเส้นทางการค้าไปยังอินเดียและจีน (ตอนใต้) เป็นแหล่งรวมงานศิลปหัตถกรรมทั้งงานภาพ งานแกะสลักไม้-หินอ่อน-หยก การสร้างสถูปเจดีย์การผลิตแผ่นทองคำเปลว และงานหล่อรูปต่างๆ เป็นแหล่งเพาะปลูกฝ้าย ยาสูป ถั่วต่างๆ

เมืองเมียวดี (Myawaddy) เป็นเมืองชายแดนที่สำคัญของรัฐกะเหรี่ยง มีพรมแดนติดต่อกับอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ของไทย มีประชากรประมาณ 2.1 แสนคน เป็นด่านการค้าชายแดนที่ส้าคัญ มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมสินค้าจากชายแดนไทย ก่อนที่จะกระจายสินค้าไปยังเมืองต่างๆ ของเมียนมา ถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าทางถนนสายหลักของไทยกับเมียนมา อีกทั้งมีเขตนิคมอุตสาหกรรมเมียวดีที่สามารถรองรับการเป็นฐานการผลิตสินค้าของไทย

เมืองทวาย (Dawei) เมืองหลวงของเขตตะนาวศรีเขตตะนาวศรีมีประชากรประมาณ 1.4 ล้านคน ทวายมีประชากรประมาณ 4.9 แสนคน มีเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone : Dawei SEZ) ร่วมลงทุนระหว่างไทย เมียนมา และญี่ปุ่น ถือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีขนาดใหญ่ทีสุดในเมียน มา ด้วยพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตร ห่างจากด่านบ้านน้ำพุร้อน จังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 132 กิโลเมตร มี ศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการขนส่งสินค้าไปยังอินเดียและสหภาพยุโรป อีกทั้ง ทรัพยากรธรรมชาติยังมีความอุดมสมบูรณ์เช่น แร่ดีบุกและทังสเตน

เมืองมะริด (Myeik) เมืองท่า ทางการประมงและศูนย์กลางการค้าไข่มุกที่สำคัญของเขตตะนาวศรีมี ประชากรประมาณ 6.9 แสนคน รัฐบาลเมียนมากำหนดให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมประมงทะเลครบวงจร เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปูนิ่ม และหอยมุก เพื่อส่งออกไปญี่ปุ่น และไทย

เมืองตองยี (Taunggyi) เป็นเมืองหลวงของรัฐฉาน รัฐฉานมีประชากรประมาณ 5.8 ล้านคน เฉพาะเมืองตองยีมีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคน เป็นจุดรวบรวมและกระจายสินค้าจากจีนและไทยไปยังเมืองทางตอนเหนือ

เมืองมูเซ (Muse) เมืองชายแดนของรัฐฉาน มีพรมแดนติดต่อกับเมืองรุ่ยลี่ มณฑลยูนนานของจีน มีประชากรประมาณ 4.5 แสนคน เป็นด่านการค้าชายแดนที่สำคัญระหว่างเมียนมากับจีน โดยเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสายหลักจากจีนสู่เมียนมา มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80 ของมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมดของเมียนมา

เมืองชิตต่วย (Sittwe) เป็นเมืองหลวงของรัฐยะไข่ รัฐยะไข่มีประชากรประมาณ 2.1 ล้านคน เฉพาะเมืองชิตต่วย มีประชากรประมาณ 5.3 แสนคน เป็นเมืองศูนย์กลางของอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน รัฐบาลอินเดียให้การสนับสนุนการลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ )Sittwe Deep Sea-port) เพื่อเชื่อมโยง รัฐ Mizoram และ Manipur ของอินเดียที่ไม่มีทางออกทะเล เข้ากับเมือง Kaletwa ของเมียนมา ผ่านทาง ถนนและแม่น้ำ Kaladan ซึ่งจะช่วยล่นระยะทางการขนส่งสินค้าได้ถึง 673 กิโลเมตร

เมืองจ้าวผิ่ว (Kyaukpyu) มีประชากรประมาณ 4.3 แสนคน รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนการลงทุนเขต เศรษฐกิจพิเศษจ้าวผิ่ว )KyaukPyu Special Ecomonic Zone : KyaukPyu SEZ) เพื่อสนับสนุน อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับแหล่งก๊าซธรรมชาติShwe (Shwe Gas Project) โครงการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางท่อเชื่อมโยงสู่นครคุนหมิงและนครหนานหนิง สปป.จีน

เมืองป่าเต็ง (Pathein) เป็นเมืองหลวงของเขตอิระวดีเขตอิระวดีมีประชากรประมาณ 6.1 ล้านคน เฉพาะเมืองป่าเต็ง มีประชากรประมาณ 1.6 แสนคน เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอม ปอว์ซาน : Paw San” และเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา โดยเฉพาะ กุ้งแม่น้ำซึ่งมีขนาดใหญ่ (ประมาณ 2-3 ตัว/ กิโลกรัม)

เวลา                                  เมียนมา เวลาช้ากว่าประเทศไทย 30 นาทีหรือ GMT +06:30

ประชากร                            55.12 ล้านคน (มกราคม 2561) 55.12 ล้านคน )CIA Fact book, 2018)

เขตปกครองที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดคือ ย่างกุ้ง (14%) รองลงมา คือ อิรวดี (12%) และมัณฑะเลย์ (12%) ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 38 ของจำนวนประชากรทั้งหมด สำหรับรัฐที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด คือ เนปิดอว์ (2%) ชิน (0.9%) และกะยา (0.6%) คิดเป็นร้อยละ 3.5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ความหนาแน่นของประชากรอยู่ที่ 76 คนต่อตารางกิโลเมตร เขตย่างกุ้งมีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดที่ 716 คนต่อตารางกิโลเมตร ตามด้วยเขตมัณฑะเลย์อยู่ที่ 200 คนต่อตารางกิโลเมตร

ประชากรร้อยละ 70 อาศัยอยู่ในเขตชนบท เขต/รัฐ ที่มีประชากรอาศัยอยู่ในเขตชนบทมากที่สุดคือ อิรวดี (86%) มะเกวย์ (85%) สะกาย (83%) และยะไข่ (83%) ตามลำดับ เขตย่างกุ้งมีผู้อาศัยอยู่ในเขตเมืองมากที่สุด (70%) ตามด้วย     กะฉิ่น (36%) และมัณฑะเลย์ (35%)

ประชากรในวัยแรงงาน (อายุ 15-64 ปี) มีจำนวนร้อยละ 67 ของประชากรทั้งหมด แบ่งเป็นชายร้อยละ 85.2 และ หญิงร้อยละ 50.5 มีอัตราการว่างงานร้อยละ 4

เชื้อชาติ                              ประกอบด้วยชาติพันธุ์ต่างๆ ประมาณ 138 ชาติพันธุ์ ได้แก่ พม่า มอญ ยะไข่ กะเหรี่ยง คะฉิ่น ไต (ไทใหญ่) ชิน เป็นต้น

ศาสนา                               พุทธ 87.9% คริสต์ 6.2% มุสลิม 4.3% อิสลาม 0.8% ฮินดู 0.5% อื่นๆ 0.2% และไม่มีศาสนา 0.1%

ภาษา                                 ภาษาราชการ คือ ภาษาพม่า (Burmese) สำหรับภาษาอื่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ภาษาไทใหญ่ ภาษากะเหรี่ยง ภาษาม้ง ภาษาว้า และภาษาอารากัน ภาษาที่นิยมใช้ในการติดต่อธุรกิจ คือ ภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ

การปกครอง                         เมียนมามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล

ระบบรัฐสภา สภาแห่งสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw) ประกอบด้วย 2 สภา ดังนี้

1) สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) มีสมาชิกไม่เกิน 440 คน มีวาระ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มสมัยประชุมครั้งแรก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

(1) สมาชิกที่ได้รับการเลือกจากแต่ละเขตเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร จำนวนไม่เกิน 330 คน

(2) สมาชิกที่เป็นบุคลากรของกองทัพตามที่ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด จำนวนไม่เกิน 110 คน

2) สภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) มีสมาชิกไม่เกิน 224 คน มีวาระเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร และให้การหมดวาระเป็นวันเดียวกับการหมดวาระของสภาผู้แทนราษฎร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

(1) สมาชิกสภาชาติพันธุ์จำนวน 168 คน ที่ได้รับการเลือกจากแต่ละเขตการปกครอง (Region) และรัฐ (State) จำนวน 12 คนต่อเขตการปกครองและรัฐ

(2) สมาชิกสภาชาติพันธุ์จำนวน 56 คน ที่เป็นบุคลากรของกองทัพที่ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดจำนวน 4 คนต่อเขตการปกครองและรัฐ

สภาแห่งเขตการปกครองและสภาแห่งรัฐ (Region Hluttaw/ State Hluttaw) มีวาระเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร และให้การหมดวาระเป็นวันเดียวกับการหมดวาระของสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิก

1) สมาชิกของสภาแห่งเขตการปกครองและสภาแห่งรัฐ มาจากการเลือกตั้งจากแต่ละเมืองในเขตการปกครอง (Region) หรือรัฐ (State) นั้นแล้วแต่กรณี

2) สมาชิกของสภาแห่งเขตการปกครอง ได้รับการเลือกตั้งจากแต่ละชาติพันธุ์ โดยอาศัยหลักว่าให้ชาติพันธุ์ที่มีสัดส่วน ของประชากรตั้งแต่ร้อยละ 0.1 ของประชากรทั้งหมดของสหภาพขึ้นไป มีผู้แทนของตนในสภาแห่งเขตการปกครอง

3) สมาชิกของสภาแห่งรัฐ ได้รับการเลือกตั้งจากแต่ละชาติพันธุ์ โดยอาศัยหลักว่าให้ชาติพันธุ์ที่มีสัดส่วนของประชากร ตั้งแต่ร้อยละ 0.1 ของประชากรทั้งหมดของสหภาพขึ้นไป มีผู้แทนของตนในสภาแห่งรัฐ

4) สมาชิกของสภาแห่งเขตการปกครองหรือสภาแห่งรัฐแล้วแต่กรณี ที่เป็นบุคลากรในกองทัพ ที่ได้รับการแต่งตั้ง จากผู้บัญชาการทหารสูงสุด จำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดของสภานั้น ที่มาจากการเลือกตั้งตามวิธีที่ (1) และ (2) หรือ (1) และ (3)

ประธานาธิบดีแห่งสหภาพเมียนมา ได้รับการเลือกตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและสภาชาติพันธุ์ ดังนี้

1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับการเลือกตั้งจากแต่ละเขตเลือกตั้ง เสนอชื่อสมาชิก 1 คน

2) สมาชิกสภาชาติพันธุ์ ที่ได้รับการเลือกตั้งจากแต่ละเขตการปกครองและรัฐ เสนอชื่อสมาชิก 1 คน

3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาชาติพันธุ์ ที่เป็นบุคลากรของกองทัพ ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด เสนอชื่อสมาชิก 1 คน

4) สภาแห่งสหภาพ (สภาผู้แทนราษฎรและสภาชาติพันธุ์) ลงคะแนนเสียง โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจะเป็น ประธานาธิบดี และผู้ถูกเสนอชื่ออีก 2 คน เป็นรองประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีแห่งสหภาพเมียนมาพิจารณาแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ (Union Minister) จากสมาชิกสภาแห่งสหภาพ หรือบุคคลที่เหมาะสม โดยความเห็นชอบของสภาแห่งสหภาพ และพิจารณาแต่งตั้งมุขมนตรีประจำเขต การปกครองหรือรัฐแล้วแต่กรณี จากสมาชิกสภาแห่งเขตการปกครองหรือสภาแห่งรัฐแล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ สภาแห่งเขตการปกครองหรือสภาแห่งรัฐแล้วแต่กรณี

สกุลเงิน                              หน่วยเงินของเมียนมา คือ เมียนมาจ๊าต/ จ๊าต (Myanmar Kyat: MMK) โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1,560 เมียนมาจ๊าต เท่ากับ 1 เหรียญสหรัฐฯ และ 48.118 เมียนมาจ๊าต เท่ากับ 1 บาท (แหล่งที่มา Central Bank of Myanmar เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561)

วันหยุดนักขัตฤกษ์                  4 มกราคม                 วันเอกราช

                                        12 กุมภาพันธ์             วันสหภาพ

                                        2 มีนาคม                   วันเกษตรกร

                                        27 มีนาคม                 วันกองทัพ

                                        13-16 เมษายน            วันสงกรานต์

                                        17 เมษายน                วันปีใหม่เมียนมา

                                        1 พฤษภาคม               วันกรรมกร

                                        19 กรกฎาคม              วันวีรบุรุษ

                                        8 ธันวาคม                 วันชาติ

                                        25 ธันวาคม                วันคริสต์มาส

                                        แรม 1 ค่ำ เดือน 4        วันมาฆบูชา

                                        แรม 1 ค่ำ เดือน 7        วันวิสาขบูชา

                                        แรม 1 ค่ำ เดือน 8        วันเข้าพรรษา

                                        ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11      วันออกพรรษา

                                        ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12      วันลอยกระทง

GDP (US$ bn)                     74.002   (2018F)

GDP per capita (US$)           1,441 (2018F)

Real GDP growth (%)           6.2 (2018F)

Inflation (%)                      7.5 (2018F)

ทรัพยากรธรรมชาติ                น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ อัญมณีแร่ธาตุ ป่าไม้ ประมง

สินค้าส่งออกที่สำคัญ              ก๊าซธรรมชาติ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ อาหารประเภท เนื้อสัตว์น้ำ เสื้อผ้า ธัญพืช

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ                จีน สิงคโปร์ ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย

สินค้านำเข้าที่สำคัญ               เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่งที่ไม่ใช้ไฟฟ้าและใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ น้ำมันเพื่อการบริโภค

ตลาดส่งออกที่สำคัญ               ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน อินเดีย


ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศเมียนมามีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 8.5 รายได้ต่อหัว 1,501.50 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนี้ เมียนมากำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกในฐานะเป้าหมายลงทุนแห่งใหม่โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลเมียนมามีนโยบายเปิดประเทศ ส่งเสริมการค้า/การลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เป็นที่เชื่อมั่นของนักลงทุนจากนานาชาติมากขึ้น

ทางด้านเศรษฐกิจการค้าโดยทั่วไปของเมียนมานั้น ปัจจุบันเมียนมากำลังปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมให้เข้ามาสู่ระบบตลาดมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการตอบรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการค้าของเมียนมาซึ่งจะทำการค้าขายกับประเทศในแถบเอเชียเป็นหลัก


ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเมียนมา 10 อันดับแรก ปี 2017

เมียนมานำเข้าจากประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2017

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

1.จีน

1,853

11.28

2. ไทย

374

-17.89

3. สิงคโปร์

214

-14.82

4. อินเดีย

73

-0.2

5. เกาหลีใต้

55

16.01

6. ฮ่องกง

55

-14.39

7. มาเลเซีย

51

42.85

8. ญี่ปุ่น

36

-14.22

9. ไต้หวัน

23

50.58

10. ฝรั่งเศส

21

70.33

ที่มา: Global Trade  Atlas
ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเมียนมา 10 อันดับแรก ปี 2017 พบว่า เมียนมานำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากจีนมากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 1,853 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 11.28 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เมียนมานำเข้าจากจีน เช่น Mobile Telephone เครื่องอุปกรณ์ใช้สำหรับโทรศัพท์ โทรเลข และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ เป็นต้น ขณะที่ อันดับ 2 คือ ไทย เมียนมานำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากไทย มูลค่า 374 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 17.89 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เมียนมานำเข้าจากไทย เช่น Mobile Telephone อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องรับโทรทัศน์สี เป็นต้น และอันดับ 3 คือ สิงคโปร์ เมียนมานำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสิงคโปร์ มูลค่า 214 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 14.82 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เมียนมานำเข้าจากสิงคโปร์ เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า รวมถึงแป้นและแผงควบคุม(ฟิวส์,สวิตช์,ปลั๊ก,socket) เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (AC Generator/alternators) เป็นต้น 


ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเมียนมา 10 อันดับแรก ปี 2017

เมียนมาส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2017

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

1. จีน

30

-2.36

2. ไทย

26

103.31

3. สหรัฐอเมริกา

25

648.59

4. เบลเยี่ยม

16

78.43

5. ฮ่องกง

14

3.24

6. ญี่ปุ่น

14

95.62

7. มาเลเซีย

4

36.58

8. สิงคโปร์

4

-11.37

9. เยอรมนี

4

38.37

10. ไต้หวัน

2

95.89

ที่มา: Global Trade  Atlas

การส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเมียนมา ในปี 2017 เมียนมาส่งออกไปยังจีนมากเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 2.36 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เมียนมาส่งออกไปจีน เช่น ลำโพงขยายเสียง ไมโครโฟน ชุดเครื่องขยายเสียง อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์ (สายอากาศ,ตู้วิทยุหรือโทรทัศน์) เป็นต้น อันดับ 2 คือ ไทย เมียนมาส่งออกไปยังไทย มูลค่า 26 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 103.31 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เมียนมาส่งออกไปไทย เช่น วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดเล็ก (ไม่เกิน 1KVA) และอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น และอันดับ 3 คือ สหรัฐอเมริกา เมียนมาส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา มูลค่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 648.59 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เมียนมาส่งออกไปสหรัฐอเมริกา เช่น กล้องถ่ายโทรทัศน์ กล้องถ่ายบันทึกวีดีโอภาพนิ่ง วีดีโออื่นๆ และลำโพงขยายเสียง ไมโครโฟน ชุดเครื่องขยายเสียง เป็นต้น


การนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากเมียนมา 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2017 ไทยนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากเมียนมา คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด 25.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 103.40 โดยสินค้านำเข้าอันดับ 1 ได้แก่ เครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยมีมูลค่าการนำเข้า 13.49 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 42.61 อันดับ 2 ได้แก่ หม้อแปลงไฟฟ้า ขนาดเล็ก โดยมีมูลค่าการนำเข้า 3.89 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 610.78 และสินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมามากเป็นอันดับ 3 ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีมูลค่า 2.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3,805.17      ซึ่งลักษณะการนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากเมียนมา จะเป็นการนำเข้าเพื่อผลิตและประกอบต่อในไทย เนื่องจากไทยยังคงเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของอาเซียน

ตาราง มูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2016

2017

1. เครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

1.38

9.46

13.49

583.04

42.61

2. หม้อแปลงไฟฟ้า ขนาดเล็ก

0.03

0.55

3.89

1508.55

610.78

3. ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

0.11

0.07

2.73

-36.00

3,805.17

4. ตัวเหนี่ยวนำ

0.02

0.38

2.15

1,485.56

468.71

5. สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ

0.24

0.68

1.13

186.88

67.36

6. เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

0.03

0

0.79

-93.08

33,234.65

7. ลำโพง ไมโครโฟน เครื่องขยายเสียง หูฟัง และส่วนประกอบ

0.06

0.74

0.72

1,118.30

-3.38

8. เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

0.03

0.01

0.33

-46.13

2,169.22

9. ตัวเก็บประจุไฟฟ้า(Capacitor) ,ตัวต้านทานไฟฟ้า

 

 

0.17

 

 

10. เครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ หรือข้อมูลอื่น ๆ และอุปกรณ์สำหรับสื่อสารในระบบเครื่อข่ายทางสาย ไร้สาย

0

0

0.07

2,431.74

2,671.08

รวมมูลค่านำเข้าทั้งหมด

3.10

12.65

25.73

307.50

103.40

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์


ตาราง มูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปยังเมียนมา

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2016

2017

1.เครื่องโทรศัพท์ และอุปกรณ์

144.6

134.05

58.01

-7.29

-56.73

2.หม้อสะสมไฟฟ้า

43.92

43.12

47.06

-1.83

9.14

3.เครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

3.84

12.03

22.07

212.94

83.49

4.เครื่องรับโทรทัศน์

1.43

2.69

19.41

88.29

620.78

5.ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

17.03

11.23

16.6

-34.02

47.76

6.ตู้เย็น

20.5

23.81

15.73

16.15

-33.95

7.เครื่องคอมพิวเตอร์

20.39

22.69

14.35

11.29

-36.74

8.เครื่องปรับอากาศ

23.17

21.68

13.52

-6.43

-37.65

9.มอนิเตอร์

35.24

38.36

13.47

8.87

-64.88

10.สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ

9.89

7.69

12.62

-22.24

64.12

รวมมูลค่าส่งออกทั้งหมด

459.00

453.38

368.24

-1.23

-18.78

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

 

จากตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปยังเมียนมา 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2017 ไทยส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเมียนมา คิดเป็นมูลค่าส่งออก 368.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการหดตัวร้อยละ 18.78 โดยสินค้าส่งออกอันดับ 1 ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์ และอุปกรณ์ มีมูลค่าการส่งออก 58.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการหดตัวร้อยละ 56.73 สินค้าส่งออกอันดับ 2 ได้แก่ หม้อสะสมไฟฟ้า มีมูลค่าการส่งออก 47.06 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 9.14 และสินค้าส่งออกอันดับ 3 ได้แก่ เครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 22.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวมากถึงร้อยละ 83.49 ซึ่งลักษณะการส่งออกของไทยไปเมียนมาเป็นการส่งออกชิ้นส่วนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิ่มมูลค่าสินค้าต่อไป


การวิเคราะห์ SWOT Analysis ของประเทศเมียนมา

? จุดแข็ง Strengths

เมียนมาเป็นตลาดขนาดใหญ่มีประชากรหนาแน่นประมาณ 53.37 ล้านคน (พ.ศ. 2560) มีอาณาเขตติดกับจีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และไทย ทำให้เมียนมาเป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางของกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเซียใต้     ทำให้มีความได้เปรียบในการติดต่อทำการค้าการส่งออกและนำเข้า รวมทั้งการส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศต่างๆ นอกจากนี้ เมียนมายังอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เหมาะแก่การเป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรม

? จุดอ่อน Weaknesses

แรงงานของเมียนมาส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ รวมทั้งเมียนมาขาดผู้ที่มีความรู้ในด้านการทำธุรกิจต่างประเทศขาดสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ประกอบกับกฎระเบียบทางการค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ราชการมีการคอร์รัปชันสูง และเมียนมายังมีอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศสูง

? โอกาส Opportunities

การพัฒนาตลาดของเมียนมาในอนาคตอาจจะพัฒนามากขึ้นจากการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน และขนาดตลาดเมียนมามีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับตลาดของไทย ซึ่งไทยสามารถใช้เมียนมาเป็นประตูระบายสินค้าของไทยสู่ประเทศที่สาม รวมทั้งใช้เมียนมาเป็นฐานในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกในอนาคตซึ่งสามารถสรุปถึงโอกาสต่างๆ ได้ดังนี้

1. การชำระค่าสินค้าระหว่างไทยและเมียนมา จะเป็นการให้เครดิตซึ่งกันและกัน ซึ่งผู้ส่งออกของไทยมักจะให้เครดิตแก่นักธุรกิจชาวเมียนมานานกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ รวมทั้งการซื้อขายสินค้าระหว่างไทยกับเมียนมาจะทำกันแบบง่ายๆ โดยใช้สกุลเงินบาทและเงินจ๊าต

2. สินค้าที่นำเข้าจากชายแดนไทยมีราคาต่ำกว่าคู่แข่ง และสินค้าไม่ได้รับความเสียหายในขณะขนส่ง

3. คุณภาพของสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเป็นที่นิยมของชาวเมียนมา เนื่องจากได้รับอิทธิพลของการค้าชายแดนที่มีมาเป็นเวลานาน ทำให้ชาวเมียนมาแถบชายแดนนิยมบริโภคสินค้าไทยมากกว่าของประเทศคู่แข่ง

4. การบริการขนส่งสินค้าไทยสามารถจัดส่งได้รวดเร็ว และสามารถระบุสถานที่รับสินค้าได้

5. ไทยสามารถค้าขายตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ทำให้การกระจายสินค้าเข้าสู่เมืองต่างๆ ของเมียนมาเข้าไปได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ในแถบชายแดนไทย-เมียนมา

6. ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบธนาคาร และฝึกอบรมด้านการจัดระบบเอกสารให้แก่เมียนมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ส่งออกของไทยในเรื่องการเปิด L/C

7. ประเทศไทยมีความได้เปรียบในแง่ของยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจของเมียนมามากกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น จีนบังกลาเทศและอินเดีย ซึ่งนอกจากการติดต่อค้าขายระหว่างกันแล้ว ชาวเมียนมายังเข้าไปทำงานในฐานะแรงงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความคุ้นเคยและยอมรับในสินค้าไทยทั้งคุณภาพและราคา

? อุปสรรค Threats

จากที่ได้มีการติดตามศึกษาข้อมูลได้พบว่า นักธุรกิจไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้รับทราบกลายเป็นข้อมูลด้านลบที่ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาจากแหล่งต่างๆ เป็นข้อมูล


การลงทุน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเมียนมา หรือ CBM (Central Bank of Myanm) ได้ออกคำสั่งประกาศอนุญาตให้ธนาคารต่างประเทศที่มีใบอนุญาตประกอบการ Banking License ในเมียนมาอยู่แล้วนั้น สามารถให้บริการทำธุรกรรมทางการเงินแบบ Wholesale Banking ให้แก่บริษัทท้องถิ่นเมียนมาได้

โดยการอนุญาตดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ธุรกิจท้องถิ่นในเมียนมาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นประกอบกับจะเป็นการกระตุ้นการแข่งขันในภาคการเงิน เพื่อผลักดันให้ธนาคารและสถาบันการเงินท้องถิ่นมีการพัฒนา/เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นแนวทางในการบรรเทาปัญหาค่าเงินจ๊าตอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยดึงกระแสเงินสกุลต่างประเทศให้ไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจของเมียนมามากขึ้น รวมทั้งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในระยะยาวจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจท้องถิ่น และสร้างผู้เชี่ยวชาญในภาคการเงินของเมียนมาได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนจากธนาคาร KBZ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินท้องถิ่นรายใหญ่ของเมียนมามีความเห็นว่า ธนาคารท้องถิ่นของเมียนมานั้นยังไม่มีความพร้อมที่จะสามารถแข่งขันกับสถาบันการเงินต่างชาติที่มีเงินทุนและเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้น CBM จึงควรอนุญาตต่างชาติให้ดำเนินการได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการประกาศอย่างกะทันหันเช่นครั้งนี้เพื่อให้ธนาคารท้องถิ่นสามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ในปัจจุบันเมียนมามีธนาคารของรัฐ จำนวน 4 ราย ธนาคารพาณิชย์เอกชนท้องถิ่น 24 ราย และธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (สำนักงานสาขา) 13 ราย ประกอบด้วย 1) The Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ.Ltd 2) Oversea-Chinese Banking Corporation Ltd 3) Sumitomo Mitsui Banking Corporation4) United Overseas Bank Limited 5) Bangkok Bank Public Company Limited 6) Industrial and Commercial Bank of China 7) Malayan Banking Berhad (Maybank) 8) Mizuho Bank Limited 9) Australia and New Zealand Banking Group Limited 10) The Joint Stock Commercial Bank for Investment and Development of Vietnam (BIDV) 11) Shinhan Bank 12) E.Sun Commercial Bank Limited และ 13) State Bank of India


ระบบการเก็บภาษี

กิจการในเมียนมาต้องชำระภาษี สำหรับปีงบประมาณภาษี คือ 1 เมษายน 2555-31 มีนาคม 2556 ภาษีที่เกี่ยวข้อง กับกิจการและอัตราภาษี มีดังนี้

? ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)

ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทต่างชาติที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายการลงทุนต่างประเทศ )MFIL) ถือว่าเป็นผู้มีถิ่นพำนัก ในเมียนมา ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 25 สาขาจดทะเบียนของหน่วยงานต่างประเทศที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายการลงทุนต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 35

? ภาษีการค้า (Commercial Tax)

ภาษีการค้าเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าที่มีการนำเข้าหรือผลิตในเมียนมา ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 100 ขึ้นกับประเทศของสินค้า โดยเฉลี่ยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 สำหรับประเภทสินค้าต่างๆ

? ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax)

ภาษีรายได้ส่วนบุคคลธรรมดา หมายถึง ภาษีที่เก็บจากชาวเมียนมาและชาวต่างชาติทั้งที่มีถิ่นพำนักในเมียนมาคือ ผู้ที่พำนักในเมียนมาตั้งแต่ 183 วันขึ้นไป และไม่เป็นผู้ที่มีถิ่นพำนักในเมียนมาในอัตราที่เท่ากัน โดยเป็นการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าเหมือนกับประเทศไทย เริ่มต้นที่ร้อยละ 0 ถึงอัตราสูงสุดร้อยละ 25

? ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2561 The Ministry of Planing and Finance (MoPF) ได้ออกประกาศภาษีฉบับใหม่ ฉบับที่ 47/2018 โดยมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2561

ด้วยประกาศฉบับใหม่นี้ให้มีผลบังคับใช้แทนประกาศก่อนหน้า คือ ประกาศฉบับที่ 51/2017 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2560 และให้มีผลบังคับใช้แทนนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป

? ข้อตกลงการเก็บภาษีซ้อน (Double Tax Treaty: DTA)

เมียนมาได้ลงนามในข้อตกลงการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทยและประเทศอื่นๆ คือ สหราชอาณาจักรมาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และสปป. ลาว

? 


บรรณานุกรม

 

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dft.go.th

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.ditp.go.th

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dtn.go.th

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.aseanthai.net

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในมียนมา.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.thaibizmyanmar.com

ศูนย์อาเซียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.fact.fti.o

สถาบันศึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.apecthai.org

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.boi.go.th

Global Trade Atlas .(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.gtis.com/gta