มูลค่าการค้ารวมของอินเดีย

 

การค้า

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

% Change

2017/2016

% Change

2018/2017

การค้ารวม

626,236

749,386

839,123

19.67

11.97

การส่งออก

264,572

299,515

324,619

13.21

8.38

การนำเข้า

361,664

449,871

514,504

24.39

14.37

ที่มา: Global Trade Atlas รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์โดยแผนกบริหารจัดการข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ในปี 2018 อินเดียมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวม 839,123 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 324,619 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออก ได้แก่ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่ได้จากการกลั่นสาร ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เป็นต้น ตลาดส่งออกหลักที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และจีน เป็นต้น ด้านการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 514,504 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่ได้จากการกลั่นสาร ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ และเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยมีจีน สหรัฐฯ และซาอุดิอาราเบีย เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญ 


ข้อมูลพื้นฐาน

ที่ตั้ง               : ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทิศตะวันตกเฉียงใต้และ ตะวันออกเฉียงใต้ติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับพม่า ทิศตะวันออกติดกับบังกลาเทศ

เมืองหลวง       : กรุงนิวเดลี

เมืองสำคัญ      : มุมไบ บังกาลอร์ เจนไน โกลกาตา

ประชากร        : ประมาณ 1,334.22 ล้านคน (ปี2018)

พื้นที่              : 3,287,263 ตารางกิโลเมตร 

ภูมิอากาศ        : มีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ ตอนเหนืออยู่ในเขตหนาว ขณะที่ตอนใต้อยู่ในเขตร้อน ทางเหนือมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำสินธุและคงคา จึงอุดมสมบูรณ์กว่าตอนใต้ ซึ่งมีแต่แม่น้ำสายสั้นๆ อุณหภูมิเฉลี่ยในที่ราบช่วงฤดูร้อน ประมาณ 35 องศาเซลเซียส และฤดูหนาวประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ภาษา             : ภาษาฮินดีเป็นภาษาที่ใช้โดยประชาชนส่วนใหญ่ ภาษาอังกฤษเป็น ภาษาที่ใช้ในวงราชการและธุรกิจ นอกจากนั้น ยังมีภาษาท้องถิ่น อีกนับร้อยภาษา แต่ที่ใช้กันมากมี 14 ภาษา อาทิ อูรดู เตลูกู เบงกาลี ทมิฬ และปัญจาบี

ศาสนา           : ฮินดู ร้อยละ 81.3 มุสลิม ร้อยละ 12 คริสต์ ร้อยละ 2.3 ซิกข์ ร้อยละ 1.9

สกุลเงิน          : รูปี (Rupee) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท = 2.20 รูปี (10 พ.ค.2019)                          

ระบอบการปกครอง      : แบบสาธารณรัฐแบ่งเป็น 29 รัฐ

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ    : 402.03 US$bn (ก.พ.2019)

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ       : ถ่านหิน แร่เหล็ก แมงกานีส ไมกา บ็อกไซต์ โครไมต์ ไททาเนียม ก๊าซธรรมชาติ เพชร ปิโตรเลียม ผลิตผลการเกษตร (ข้าว ฝ้าย ปอ)


นโยบายเศรษฐกิจ

  - รัฐบาลอินเดียออกนโยบายเพื่อมุ่งพัฒนาประเทศให้เติบโตในทุกมิติ โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ 3 อย่าง คือ Make in India, Smart Cities และ Clean India เน้นดึงดูดการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก      

 - ส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคและสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ตามนโยบาย Look East Policy พร้อมประกาศแนวคิดเชิงรุก Act East ที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก

แนวโน้มเศรษฐกิจ

อินเดียเป็นประเทศกำลังพัฒนา เดิมใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม เน้นการพึ่งพาตนเอง ประชากรร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งนี้ อินเดียเริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและเปิดตลาดภายในประเทศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2534 ส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียพัฒนาขึ้นเป็นลำดับและสามารถยกระดับขึ้นเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในเกณฑ์สูง ปัจจุบันอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากจีน ญี่ปุ่น โดย World Bank คาดการณ์ อินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ภายในปี 2563



ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอินเดีย 10 อันดับแรก ปี 2018

อินเดียนำเข้าจากประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

 ปี 2018

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

+/- (%)

1.จีน

29,864

45.12

-12.68

2.ฮ่องกง

7,889

11.92

483.03

3.สิงคโปร์

4,202

6.35

98.81

4.เวียดนาม

3,792

5.73

150.01

5.เกาหลีใต้

2,936

4.44

-14.75

6.สหรัฐอเมริกา

2,403

3.63

8.33

7.เยอรมนี

2,271

3.43

17.35

8.ไทย

1,816

2.74

3.78

9.ญี่ปุ่น

1,744

2.64

4.61

10.มาเลเซีย

1,477

2.23

-25.24

ที่มา: Global Trade Atlas รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์โดยแผนกบริหารจัดการข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

จากตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอินเดีย 10 อันดับแรก ปี 2018 พบว่า อินเดียนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากจีนมากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 29,864 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 45.12 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อินเดียนำเข้าจากจีน เช่น ส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์(สายอากาศ,ตู้วิทยุหรือโทรทัศน์) เครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด,Notebook,palm และไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ เป็นต้น อันดับ 2 คือ ฮ่องกง อินเดียนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากฮ่องกงมูลค่า 7,889 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 11.92 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อินเดียนำเข้าจากฮ่องกง เช่น วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) ส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์(สายอากาศ,ตู้วิทยุหรือโทรทัศน์) และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ เป็นต้น อันดับ 3 คือ สิงคโปร์ อินเดียนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสิงคโปร์มูลค่า 4,202 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.35 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อินเดียนำเข้าจากสิงคโปร์ เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ เป็นต้น ในขณะที่ไทยเป็นประเทศอันดับ 8 ที่อินเดียนำเข้าสินค้า โดยมีมูลค่า 1,816 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 2.74 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อินเดียนำเข้าจากไทย เช่น เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องรับโทรทัศน์สี เป็นต้น


ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอินเดีย 10 อันดับแรก ปี 2018

อินเดียส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2018

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

+/- (%)

1.สหรัฐอเมริกา

1,939

14.73

20.81

2.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

1,404

10.67

90.54

3.เยอรมนี

680

5.16

22.90

4.จีน

638

4.85

13.49

5.ฝรั่งเศส

438

3.33

13.54

6.สหราชอาณาจักร

420

3.19

14.35

7.บังกลาเทศ

330

2.51

7.21

8.สิงคโปร์

312

2.37

-2.15

9.ฮ่องกง

304

2.31

21.94

10.เนเธอร์แลนด์

292

2.22

12.44

ไทย(15)

206

1.56

25.44

ที่มา: Global Trade Atlas รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์โดยแผนกบริหารจัดการข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอินเดีย ในปี 2018 อินเดียส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่า 1,939 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 14.73 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อินเดียส่งออกไปสหรัฐอเมริกา เช่น เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบของมอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ เป็นต้น อันดับ 2 คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดียส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มูลค่า 1,404 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 10.67 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อินเดียส่งออกไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น Mobile Telephone เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า และลำโพงขยายเสียง ไมโครโฟน ชุดเครื่องขยายเสียง เป็นต้น อันดับ 3 คือ เยอรมนี อินเดียส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเยอรมนี มูลค่า 680 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 5.16 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อินเดียส่งออกไปเยอรมนี เช่น เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า ตลับลูกปืนเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และตัวเก็บประจุไฟฟ้า (CAPACITOR),Resistor เป็นต้น ในขณะที่อินเดียส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปไทยมากเป็นอันดับที่ 15 โดยมีมูลค่า 206 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 1.56 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่อินเดียส่งออกไปไทย เช่น อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้าและส่วนประกอบของมอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นต้น


ตาราง มูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากอินเดีย 10 อันดับแรก

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

2017

2018

1.เครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ

6.97

0.76

60.77

-89.10

7,896.05

2.อุปกรณ์ตัดวงจรไฟฟ้า

12.79

15.43

20.06

20.64

30.01

3.หม้อสะสมไฟฟ้า

9.09

10.69

17.57

17.60

64.36

4.เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

38.58

20.98

16.08

-45.62

-23.36

5.เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้า

10.81

13.2

12.96

22.11

-1.82

6.ตลับลูกปืนเครื่องอิเล็กทรอนิกส์

11.08

11.02

11.84

-0.54

7.44

7.เครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น

3.09

5.1

8.06

65.05

58.04

8.แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

6.27

5.17

6.37

-17.54

23.21

9.สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ

7.76

4.62

6.21

-40.46

34.42

10.เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้า

3.08

2.75

5.32

-10.71

93.45

รวมมูลค่านำเข้าทั้งหมด

199.09

152.99

226.48

-23.16

48.04

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

จากตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากอินเดีย 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2018 ไทยนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากอินเดีย คิดเป็นมูลค่า 226.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 48.04 โดยสินค้านำเข้าอันดับ 1 ได้แก่ เครื่องอุปกรณ์สำหรับการส่งหรือการรับเสียง ภาพ โดยมีมูลค่าการนำเข้า 60.77 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวมากถึงร้อยละ 7,896.05 อันดับ 2 ได้แก่ อุปกรณ์ตัดวงจรไฟฟ้า โดยมีมูลค่าการนำเข้า 20.06 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 30.01 สินค้าที่ไทยนำเข้าจากอินเดียมากเป็นอันดับ 3 ได้แก่ หม้อสะสมไฟฟ้า โดยมีมูลค่า 17.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 64.36 ซึ่งลักษณะการนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากอินเดียจะเป็นการนำเข้าเพื่อผลิตและประกอบต่อในไทย เนื่องจากไทยยังคงเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของอาเซียน



ตาราง มูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปอินเดีย 10 อันดับแรก

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2016

2017

2018

2017

2018

1.เครื่องปรับอากาศ

273.73

258.53

311.36

-5.55

20.43

2.เครื่องรับโทรทัศน์

92.33

176.42

205.52

91.08

16.49

3.ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

143.1

156.55

179.37

9.40

14.58

4.เครื่องโทรศัพท์ และอุปกรณ์

5.07

4.64

73.48

-8.48

1,483.62

5.เครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น

53.13

66.47

70.77

25.11

6.47

6.ตู้เย็น

45.52

67.84

67.03

49.03

-1.19

7.กล้องถ่ายบันทึกภาพและส่วนประกอบ

52.08

58.05

63.00

11.46

8.53

8.แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

36.78

42.72

59.27

16.15

38.74

9.เครื่องรับวิทยุกระจายเสียง

88.24

76.58

53.98

-13.21

-29.51

10.เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้า

43.45

41.24

53.08

-5.09

28.71

รวมมูลค่าส่งออกทั้งหมด

1,157.37

1,311.23

1,621.30

13.29

23.65

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

จากตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปอินเดีย 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2018 ไทยส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังอินเดีย คิดเป็นมูลค่า 1,621.30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 23.65 โดยสินค้าส่งออกอันดับ 1 ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ มีมูลค่าการส่งออก 311.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 20.43 สินค้าส่งออกอันดับ 2 ได้แก่ เครื่องรับโทรทัศน์ มีมูลค่าการส่งออก 205.52 มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 16.49 สินค้าส่งออกอันดับ 3 ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีมูลค่าการส่งออก 179.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 14.58


วิเคราะห์ SWOT ของประเทศอินเดีย                                                                                        

จุดแข็ง(Strength)

-        มีประชากรชนชั้นกลางประมาณ 300 ล้านคน

-        มีประชากรอายุต่ำกว่า 25 ปี ประมาณ 50%

-        เศรษฐกิจอินเดียเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

จุดอ่อน(Weakness)

-        กฎระเบียบทางราชการที่มากมายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งในส่วนรัฐบาลและรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่างๆ

-        ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา และศาสนา

-        ระบบสาธารณูปที่ยังพัฒนาได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

โอกาส(Opportunity)

-        เนื่องจากมีประชากรรุ่นหนุ่มสาวจำนวนมากจึงมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มมากขึ้น ในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ คนหนุ่มสาวเหล่านี้จะมีกำลังซื้อสินค้าที่เพิ่มด้วย

-        อุตสาหกรรมของอินเดียยังต้องการยกระดับคุณภาพการผลิตซึ่งเป็นโอกาสให้นักธุรกิจไทยสามารถที่จะไปร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องการประสบการณ์ด้านคุณภาพและความชำนาญจากคนไทย

-        คนอินเดียนิยมสินค้าไทยเพราะมีคุณภาพที่ดีสมกับราคา

อุปสรรค(Threats )

-        สหภาพแรงงานและกฎหมายแรงงาน


สถานการณ์การค้า

- ความพยายามของรัฐบาลอินเดียในการสกัดกั้น และดำเนินมาตรการควบคุมการหลีกเลี่ยงภาษี การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เงินมืด และเงินรูปีอินเดียปลอม (FICN)

- การประกาศใช้ GST TAX

สถานการณ์การลงทุน

- บริษัทอินเดียที่มาลงทุนในไทย ได้แก่ กลุ่ม Indo Rama, Aditya Birla, GP, Polyplex และ Tata

- บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในอินเดีย ได้แก่ ซีพี, อิตาเลียนไทย, ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์, ไทยซัมมิท, เดลต้า, แอลเอ  ไบซิเคิ้ล, ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสทรี้, แพรนด้า, ร้อกเวิธ, เอสซีจี เทรดดิ้ง, ดัชมิลล์, ยูเรก้า ดีไซน์, แอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ และไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป เป็นต้น


ระบบภาษีในอินเดีย

การทำธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอินเดีย จำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่องโครงสร้างภาษี เพื่อให้ทราบว่า จะต้องชำระภาษีอะไรบ้าง อัตราเท่าไร โดยเฉพาะในอินเดียถือว่าเป็นประเด็นหนึ่งที่อาจทำ ความหนักใจให้กับผู้ประกอบการอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเรื่องภาษีมีความยุ่งยากและซับซ้อนพอสมควรก่อนอื่นขอเริ่มที่ภาพรวมของการเก็บภาษีในอินเดียก่อน ภาษีที่จัดเก็บในอินเดียจะมีทั้งที่เก็บโดยรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น โดยทั่วไป รัฐบาลกลางจะเก็บภาษีหลักๆ เช่น ภาษีเงินได้ (Income Tax) ภาษีทรัพย์สิน (Wealth Tax) ภาษีดอกเบี้ย (Interest Tax) ภาษีกำไรจากส่วนทุน (Capital Gain Tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) เป็นต้น ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นจัดเก็บ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) ภาษี สิ่งฟุ่มเฟือย (luxury tax) เป็นต้น

ภาษีธุรกิจ (Corporate Income Tax)

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล: โดยปกติ บริษัทอินเดียจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ร้อยละ 30 รวมถึงต้องเสียค่าธรรมเนียม (Surcharge) และภาษีเพื่อการศึกษา (Education Cess) ด้วย ทำให้โดยรวมอัตราภาษี เงินได้นิติบุคคลของบริษัทอินเดียอาจอยู่ที่ร้อยละ 30.90 หรือ 32.45 หรือ 33.99 ทั้งนี้ ขึ้นกับรายได้ของบริษัทอย่างไรก็ดี บริษัทต่างชาติ ซึ่งจดทะเบียนในอินเดีย จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ร้อยละ 40 ซึ่งเมื่อรวมค่าธรรมเนียม (Surcharge) และภาษีเพื่อการศึกษา (Education Cess) แล้ว ทำให้โดยรวมอัตราภาษี เงินได้นิติบุคคลของบริษัทต่างชาติอาจอยู่ที่ร้อยละ 41.20 หรือ 42.02 หรือ 43.26 ตามรายได้ของบริษัท

2. หลักถิ่นที่อยู่: บริษัทที่จดทะเบียนบริษัทในประเทศอินเดีย หรือดำเนินกิจการในอินเดียในช่วงรอบปีงบประมาณ คือ ช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 31 มีนาคม ถือว่าเป็นบริษัทที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศอินเดีย โดยบริษัทท้องถิ่น (Resident Companies) จะต้องจ่ายภาษีโดยคิดฐานภาษีจากเงินได้ทั้งในและนอกประเทศอินเดีย (global income) ขณะที่บริษัทต่างชาติ (Non-resident Companies) ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในอินเดีย จะเสียภาษีโดยคำนวณจากเงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดียเท่านั้น

3. การจ่ายภาษี: ทางการอินเดียกำหนดวันสุดท้ายของการยื่นแบบแสดงภาษีไว้ คือ วันที่ 30 กันยายน ของทุกปี และขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน สำหรับบริษัทที่มีธุรกรรมด้านต่างประเทศ

4. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย หลายรายการ ได้แก่

-      เงินปันผล (Dividend): อินเดียไม่ได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายกับเงินปันผลจากผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ดี บริษัทอินเดียที่ประกาศว่าจะจ่ายเงินปันผล จะต้องจ่ายภาษีจ่ายเงินปันผล (Dividend Distribution Tax หรือ DDT) ในอัตราร้อยละ ๒๐.๔๗ (และรวมค่าธรรมเนียมและภาษีเพื่อการศึกษาแล้ว) ทั้งนี้ การคิดภาษีเงินปันผลจะคิดคำนวณจากจำนวนเงินของหุ้นที่จ่ายเงินปันผลได้ทั้งหมด

-      ค่าสิทธิในการให้บริการทางเทคนิค (Royalty Fees for Technical Services หรือ FTS): บริษัทต่างชาติที่จ่ายค่าสิทธิ (FTS) มีหน้าที่นำส่งภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งโดยทั่วไปจะจัดเก็บในอัตราร้อยละ 25 (ทั้งนี้ อัตราดังกล่าว อาจแปรเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขที่ต่างกัน) โดยหากรวมค่าสิทธิ (FTS) กับค่าภาษีการศึกษา (Education Cess) และค่าธรรมเนียม (Surcharge) แล้ว อัตราภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าสิทธิอาจอยู่ในระดับร้อยละ 25.75 หรือร้อยละ 26.27

-      ภาษีดอกเบี้ย: โดยปกติบริษัทต่างชาติที่ปล่อยเงินกู้สกุลเงินต่างประเทศจะต้องจ่ายภาษีดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 โดยเมื่อรวมกับค่าภาษีการศึกษา (Education Cess) และค่าธรรมเนียม (Surcharge) แล้ว อัตราภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายของภาษีดอกเบี้ยอาจอยู่ที่ร้อยละ 20.60 หรือ 21.01 อย่างไรก็ดี บริษัทต่างชาติอาจได้รับการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 หากบริษัทต่างชาติดังกล่าวเป็นบริษัทผู้ให้เงินกู้แก่บริษัทอินเดียในรูปของสัญญาเงินกู้หรือการออกพันธบัตรโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ซึ่งมีกำหนดจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 หรือการออกพันธบัตรระยาวในช่วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2557 จนถึง 30 มิถุนายน 2560

-      การทำธุรกรรมซื้อขายซึ่งต่างจากราคาตลาด (Transfer Pricing): บริษัทที่ทำ Transfer Pricing ต้องจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยใช้หลักการคำนวณเช่นเดียวกับหลักสากล คือ ใช้หลักปกติราคาตลาด (Arm’s Length Principle) เป็นวิธีคิดราคาโอนสินค้าระหว่างกันของนิติบุคคล และหักภาษี

ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax)

ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) ของอินเดียหลักๆ ประกอบด้วยภาษีหลากหลายประเภทมาก ชนิดที่เรียกว่าตามจำแทบไม่หมด ซึ่งได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) ภาษีขายซึ่งจัดเก็บโดยรัฐบาลกลาง  (Central Sales Tax หรือ CST) ภาษีเข้าเมือง (Entry Tax)  ภาษีผ่านแดนหรือข้ามรัฐ (Octroi)  ภาษีท้องถิ่น (Local Body Tax หรือ LBT) ภาษีสรรพสามิตส่วนกลาง (Central Excise Duty) และภาษีบริการ (Service Tax) ภาษีดังกล่าว มีการเรียกเก็บที่แตกต่างกัน โดยขอสรุปสั้นๆ ดังนี้      

1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT): เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการขายสินค้าภายในรัฐ (Intra state) และเรียกเก็บโดยรัฐบาลแต่ละรัฐ  สำหรับอัตราการเก็บ VAT ของแต่ละรัฐนั้น อาจจะมีอัตราการจัดเก็บที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว การเรียกเก็บ VAT จะอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ร้อยละ 4 หรือร้อยละ 0 ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น สินค้าที่จัดเก็บร้อยละ 0 จะเป็นสินค้าจำเป็น เช่น สินค้าจากธรรมชาติ หรือไม่ผ่านการแปรรูป เช่น สินค้าเกษตรและสินค้าวัตถุดิบ  สินค้าที่จัดเก็บร้อยละ 4 เป็นสินค้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน เช่น ยา เวชภัณฑ์ วัตถุดิบที่ใช้ในการเกษตรและอุตสาหกรรม และสินค้าทุน 270 รายการ ส่วนสินค้าอื่นๆ เป็นสินค้าที่จัดเก็บร้อยละ 12.5 สำหรับการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มของอินเดียนั้น เท่าที่ทราบ ผู้ชำระภาษีจะประเมินภาษีโดยการประเมินตนเอง (Self assessment) แล้วชำระภาษี โดยวิธีคิดหรือสูตร คือ VAT = Output Tax – Input Tax วิธีหา Input VAT ง่ายๆ คือ หากต้นทุนสินค้าและบริการเท่ากับ 100 รูปี และ VAT เท่ากับร้อยละ 12.5  ดังนั้น Input VAT จะเท่ากับ 12.50 รูปี  ส่วน Output  VAT หาได้โดย สมมุติให้ราคาสินค้าที่ขายเท่ากับ 200 รูปี ก็จะได้ Output VAT เท่ากับ 25 รูปี ดังนั้น การจ่าย VAT ก็จะเท่ากับ 12.50 รูปี

2. ภาษีขายซึ่งจัดเก็บโดยรัฐบาลกลาง  (Central Sales Tax หรือ CST): เรียกเก็บจากการขายหรือซื้อสินค้าระหว่างรัฐ (Inter-state) โดยการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะจัดเก็บในรัฐที่สินค้ามีการซื้อขายสินค้า โดยจัดเก็บในอัตราร้อยละ 2 

 

3. ภาษีเข้าเมือง (Entry Tax): เป็นภาษีที่จัดเก็บระดับรัฐ เรียกเก็บจากการเคลื่อนย้ายสินค้าจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่ง โดยรัฐสุดท้ายที่สินค้าถูกส่งจำหน่ายไป จะเป็นผู้จัดเก็บ ภาษีดังกล่าวมีอัตราแตกต่างกันตามแต่ละรัฐจะกำหนด

4. ภาษีผ่านแดนหรือข้ามรัฐ (Octroi):  เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการเคลื่อนย้ายสินค้าจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่ง โดยเมือง (Municipality) เป็นผู้จัดเก็บ ปัจจุบันมีเพียงรัฐมหาราษฏระรัฐเดียวที่มีการจัดเก็บภาษีนี้  อย่างไรก็ดี ทางรัฐบาลของรัฐมหาราษฏระมีแผนที่จะยกเลิกการจัดเก็บภาษีดังกล่าวในอนาคต

5. ภาษีท้องถิ่น (Local Body Tax หรือ LBT): เป็นภาษีที่สองรัฐ คือ รัฐคุชราต และรัฐมหาราษฏระนำมาใช้ทดแทนภาษีผ่านแดนหรือข้ามรัฐ โดยภาษี LBT เป็นการคิดภาษีในการนำสินค้าเข้ามายังรัฐ เพื่อใช้หรือจำหน่าย โดยเดิมภาษี Octroi ใข้มูลค่าต้นทุนวัตถุดิบเป็นฐานภาษี แต่สำหรับ LBT ใช้มูลค่ายอดหมุนเวียนของสินค้าแทน โดยวิสาหกิจที่มียอดมูลค่าหมุนเวียนของสินค้าไม่เกิน 300,000 รูปีต่อปี จะได้รับยกเว้นภาษี อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลอินเดียกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษี GST ทั่วทั้งประเทศแล้ว ก็จะให้มีการยกเลิกการจัดการเก็บภาษี LBT ต่อไป

6. ภาษีสรรพสามิตส่วนกลาง (Central Excise Duty):  เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าที่ผลิตในอินเดีย ตาม พรบ. สรรพสามิต Central Excise Act 1944 และ Central Excise Tariff Act 1985 โดยสินค้าที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนี้จะเป็นสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่ โดยอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 10.30  และจัดเก็บทุกเดือน

7. ภาษีบริการ (Service Tax): มีอัตราร้อยละ ๑๒ บวกกับภาษีเพื่อการศึกษา (Education Cess) อีกร้อยละ 2  ทั้งนี้ หากผู้ให้บริการเป็นบริการรายย่อย รายได้ไม่เกิน 8 แสนรูปีต่อปี ไม่ต้องเสียภาษีบริการ

 

ภาษีประเภทอื่นๆ

-        ภาษีศุลกากร (Customs Duty) การเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสินค้าในอัตราต่างๆ นั้นเป็นไปตามกฏหมายของอินเดียว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าหรือ Customs Tariff Act 1975 ทั้งนี้ เมื่อส่งสินค้าเข้าไปยังประเทศอินเดีย ผู้นำเข้าหรือผู้รับจำเป็นจะต้องชำระภาษีอากรขาเข้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใช้ส่วนบุคคล หรือสินค้าเพื่อการพาณิชย์

-        อากรแสตมป์ (Stamp duty) เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการกระทำตราสาร เช่น ตราสารเช่าที่กับโรงเรือน เช่าซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงิน เป็นต้น อัตราการเก็บอากรแสตมป์ของอินเดียในแต่ละรัฐมีอัตราที่แตกต่างกัน เช่น รัฐทมิฬนาฑู เรียกเก็บอัตราร้อยละ 6 รัฐอานธรประเทศ ร้อยละ 3 และรัฐกรณาฏกะ ร้อยละ 7.01 เป็นต้น

-        ภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) หน่วยงานด้านศุลกากรอินเดียจะเรียกเก็บเป็นรายปีในอัตราร้อยละ 1 ของมูลค่าทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร ที่ถือครองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าและมีมูลค่าสูงกว่า 3 ล้านรูปี นอกจากนี้ ยังเรียกเก็บภาษีความมั่งคั่งจากบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของยานยนต์ เรือยอร์จ เรือและอากาศยาน เครื่องเงินเครื่องทอง ที่ไม่ได้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าด้วย อย่างไรก็ดี แม้ว่าอินเดียจะเรียกเก็บภาษีความมั่งคั่ง แต่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีมรดก (Inheritance tax) โดยทั้งชาวต่างชาติและชาวอินเดียที่เข้าข่ายเกณฑ์จะต้องเสียภาษีความมั่งคั่งจะต้องจ่ายภาษีโดยไม่มีข้อยกเว้น

-        ภาษีโรงเรือนและที่ดิน (Property Tax) เรียกเก็บโดยหน่วยงานท้องถิ่น โดยมีอัตราเรียกเก็บแต่ละพื้นที่ต่างกัน ภาษีโรงเรือนและที่ดินจะจัดเก็บจากรายได้ที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินที่ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น โดยเจ้าของทรัพย์สินต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี และทางการจะเป็นผู้ประเมินภาษีโดยอาจพิจารณาจากการประเมินรายได้จากทางการท้องถิ่น ค่าเช่าที่ได้รับ และค่าเช่าเฉลี่ยของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่นั้นๆ เป็นต้น

ที่มา : สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน http://www.thaiindia.net/


กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.moc.go.th

กระทรวงการต่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.mfa.go.th

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dtn.moc.go.th

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.ditp.go.th

ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU)                          

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก  http://eiu.thaieei.com/Default.aspx

ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทย-อินเดีย จาก http://www.thaiindia.net/

SME THAILAND CLUB.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก https://www.smethailandclub.com/aec-3565-id.html

กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก 

http://www.thaibiz.net/th/market/Republic-of-India