พื้นที่                                 7,692,000 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต                           เป็นเกาะ ไม่มีอาณาเขตภาคพื้นดินติดกับประเทศอื่น ความยาวชายฝั่งโดยรอบประเทศ 25,760 กิโลเมตร

เมืองหลวง                           แคนเบอร์ร่า (Canberra)

ประชากร                            24.12 ล้านคน (ปี 2017)

ภาษาราชการ                       ภาษาอังกฤษ

อัตราแลกเปลี่ยน                    1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) = 24.69 THB (ก.พ.2018)

ศาสนา                               โปรเตสแตนต์ 30.1% โรมันคาธอลิค 25.3% ไม่มีศาสนา 22.3%

                                       ไม่สามารถระบุได้ 9.3% คริสต์นิกายอื่นๆ 2.9% ออร์โธดอกซ์ 2.8%

                                       พุทธ 2.5% มุสลิม 2.2% ฮินดู 1.3% อื่นๆ 1.3%

ระบอบการปกครอง                 ประชาธิปไตยแบบสหพันธ์ (Federal Democracy)

วันหยุดนักขัตฤกษ์                  วันหยุดประจำชาติปี 2018 ได้แก่

1 มกราคม วันขึ้นปีใหม่

2 มกราคม วันหยุดชดเชยวันปีใหม่

26 มกราคม Australia Day

30 มีนาคม Good Friday

25 เมษายน Anzac Day

11 มิถุนายน Queen’s Birthday

1 ตุลาคม วันแรงงาน

25 ธันวาคม วันคริสมาสต์

26 ธันวาคม Boxing Day

GDP (US$bn)                     1,413.80 (ปี 2018F)

GDP Per Capita (US$)          56,126.78 (ปี 2018F)

GDP Growth (%)                 2.89 (ปี 2018F)

Inflation (%)                      2.41 (ปี 2018F)


นโยบายเศรษฐกิจ

แผนงบประมาณประจำปี 2017-2018 ของออสเตรเลีย (แผน Better Days) เน้นพัฒนา 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจนำไปสู่การจ้างงานในท้องถิ่นและการเติบโตของรายได้ประชากร 2) ตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อลดยอดขาดดุลงบประมาณของประเทศลง และรักษาระดับความน่าเชื่อถือที่ AAA 3) รักษาระดับมาตรฐานการครองชีพของประชากรอย่างเป็นธรรม       

ออสเตรเลียจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เป็นเศรษฐกิจระบบเปิดที่มีความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและการปฏิรูปโครงสร้างที่ดําเนินมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการมีภาคเอกชนที่พัฒนาพร้อมรับการแข่งขัน เศรษฐกิจออสเตรเลียมีลักษณะเปิดกว้างมีระบบการจัดเก็บภาษีที่เอื้อต่อการดําเนินธุรกิจและอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ออสเตรเลียยังมีตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่นและมีทักษะสูง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงและค่าจ้างแรงงาน และแรงกดดันด้านราคาที่อยู่ในระดับไม่สูงหรือไม่ต่ำจนเกินไปช่วยส่งเสริมให้การจ้างงานเติบโตอย่างยั่งยืน ฐานการส่งออกของออสเตรเลียมีความแข็งแกร่งและหลากหลายธุรกิจของชาวออสเตรเลียสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก นอกจากนี้ออสเตรเลียยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชาวต่างประเทศเข้ามาดําเนินธุรกิจในประเทศด้วยอัตราภาษีศุลกากร และข้อจํากัดทางการค้าที่ต่ำ

แนวโน้มเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2017 ขยายตัวร้อยละ 0.3 ส่งผลให้มีการปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจทั้งปีลดลงจากร้อยละ 2.4 เป็นร้อยละ 1.7 อย่างไรก็ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตยาวนานที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นเวลา 26 ปี เหตุผลของการเติบโตมาจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และการส่งออกไปยังคู่ค้าสำคัญคือจีน ทั้งนี้ เศรษฐกิจปี 2017-2018 อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงจากอุปสงค์ของตลาดจีนที่มีแนวโน้มลดลง โดยในระยะกลาง-ยาวนอกเหนือจากการพึ่งพิงการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่แล้ว อาจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน และอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ก่อสร้าง เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ปี 2018

1) เร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก ขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategic Partnership แสวงหาพันธมิตรใหม่ๆ จากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

- เจาะกลุ่มตลาดสำคัญ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องปรับอากาศ และยานยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยใช้โอกาสจากการปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในออสเตรเลียในการผลักดันสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์และเกี่ยวเนื่อง เพื่อรักษาฐานตลาดในกลุ่มสินค้าเดิมที่มีศักยภาพ

- ตลาดเฉพาะกลุ่มที่เป็นโอกาสใหม่ เช่น สินค้า Organic สินค้า Food Service สินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยง และธุรกิจ Startup

2) ส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารไทย ขยายโอกาสทางการตลาด สร้างภาพลักษณ์สินค้าอาหารและธุรกิจบริการด้านอาหารสู่ตลาดโลก โดยประชาสัมพันธ์ครัวไทยสู่ครัวโลก และยกระดับร้านอาหารไทยสู่มาตรฐาน Thai Select พร้อมสร้างการรับรู้อาหารไทยให้แพร่หลาย

กิจกรรมปี 2018

1) จัดกิจกรรม Business Matching สินค้าที่มีศักยภาพในตลาดออสเตรเลีย เช่น สินค้ายานยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

2) เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในออสเตรเลีย เช่น Fine Food Sydney World Rice Festival Taste of Sydney และ Thailand Grand Festival


ตารางมูลค่าการค้ารวมของออสเตรเลีย

การค้า

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

% Change

2016/2015

% Change

2017/2016

การค้ารวม

388,199

381,811

452,125

-1.65

18.42

การส่งออก

187,680

192,505

230,760

2.57

19.87

การนำเข้า

200,519

189,306

221,365

-5.59

16.94

ที่มา: Global Trade  Atlas

 

          ในปี 2017 ออสเตรเลียมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวม 452,125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยแบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 230,760 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออก ได้แก่ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ สินแร่ ตะกรันและเถ้า และไข่มุก เครื่องเพชรพลอย เป็นต้น ตลาดส่งออกหลักที่สำคัญ อาทิ ตลาดจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น ด้านการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 221,365 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยมีจีน สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญ


ตารางประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย 10 อันดับแรก ปี 2017

ออสเตรเลียนำเข้าจากประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2017

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

1.จีน

16,132

12.57

49.59

2.สหรัฐอเมริกา

2,637

3.06

8.11

3.มาเลเซีย

1,609

16.66

4.95

4.เวียดนาม

1,555

14.97

4.78

5.ไทย

1,420

7.61

4.37

6.เยอรมนี

936

15.56

2.88

7.ไต้หวัน

904

12.68

2.78

8.ญี่ปุ่น

795

-0.60

2.44

9.เกาหลีใต้

724

-11.63

2.23

10.เม็กซิโก

693

26.87

2.13

ที่มา: Global Trade  Atlas


จากตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย 10 อันดับแรก ปี 2017 พบว่า ออสเตรเลียนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากจีนมากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 16,132 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดมากถึงร้อยละ 49.59 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 12.57 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ออสเตรเลียนำเข้าจากจีน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด,Notebook,palm Mobile Telephone และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ เป็นต้น อันดับ 2 คือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐอเมริกา มูลค่า 2,637 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 8.11 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.06 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ออสเตรเลียนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ และเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า เป็นต้น และอันดับ 3 คือ มาเลเซีย ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากมาเลเซีย มูลค่า 1,609 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 4.95 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 16.66 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ออสเตรเลียนำเข้าจากมาเลเซีย เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด,Notebook,palm และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ เป็นต้น ในขณะที่ไทยเป็นประเทศอันดับ 5 ที่ออสเตรเลียนำเข้าสินค้า โดยมีมูลค่า 1,420 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 4.37 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 7.61 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ออสเตรเลียนำเข้าจากไทย เช่น ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็นใช้ตามบ้านเรือน เป็นต้น


ตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย 10 อันดับแรก

 

สินค้า

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2017/2016

1.Mobile Telephone

3,942

3,729

4,232

13.49

2.เครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด,Notebook,palm

4,004

3,401

4,001

17.64

3.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

4,351

3,766

3,591

-4.65

4.อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ

2,501

2,808

2,987

6.37

5.เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า

1,429

1,336

1,473

10.25

6.เครื่องรับโทรทัศน์สี

1,092

1,029

1,172

13.90

7.สายไฟ ชุดสายไฟ

1,014

894

1,065

19.13

8.ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ

605

501

1,006

100.80

9. Power supply PC

636

613

815

32.95

10.ส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์(สายอากาศ,ตู้วิทยุหรือโทรทัศน์)

654

780

764

-2.05

รวมมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด

31,411

29,639

32,529

9.75

ที่มา: Global Trade  Atlas


จากตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย  10 อันดับแรก พบว่า ในปี 2017 ออสเตรเลียมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวม 32,529 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 9.75 โดยนำเข้า Mobile Telephone มากเป็นอันดับ 1 มีมูลค่า 4,232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 13.49 สินค้าที่ญี่ปุ่นนำเข้าอันดับ 2 ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด,Notebook,palm โดยมีมูลค่า 4,001 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 17.64 และสินค้าที่ญี่ปุ่นนำเข้าอันดับ 3 ได้แก่ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีมูลค่า 3,591 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการหดตัวร้อยละ 4.65

ออสเตรเลีย มีการนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศต่างๆ เพื่อส่งออกต่อไปยังนิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และจีน รวมถึงมีการนำเข้าชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปและส่งออกไปยังต่างประเทศ



ตารางประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย 10 อันดับแรก ปี 2017

ออสเตรเลียส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2017

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

ส่วนแบ่งตลาด (%)

1.นิวซีแลนด์

873

6.26

21.53

2.สหรัฐอเมริกา

547

3.85

13.49

3.จีน

524

18.66

12.93

4.ฮ่องกง

349

-8.34

8.61

5.สิงคโปร์

191

- 15.51

4.70

6.สหราชอาณาจักร

152

2.22

3.74

7.ปาปัวนิวกินี

120

17.72

2.96

8.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

101

-37.51

2.49

9.มาเลเซีย

88

-5.69

2.16

10.เยอรมนี

78

40.19

1.93

ที่มา: Global Trade  Atlas


การส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย ในปี 2017 ออสเตรเลียส่งออกไปยังนิวซีแลนด์มากเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่า 873 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 21.53 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 6.26 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ออสเตรเลียส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด,Notebook,palm อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ และMobile Telephone เป็นต้น อันดับ 2 คือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา มูลค่า 547 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 13.49 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.85 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ออสเตรเลียส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เช่น อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ และเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า เป็นต้น และอันดับ 3 คือ จีน ออสเตรเลียส่งออกไปยังจีน มูลค่า 524 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 12.93 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 18.66 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ออสเตรเลียส่งออกไปยังจีน เช่น Mobile Telephone เครื่องอุปกรณ์ใช้สำหรับโทรศัพท์ โทรเลข อุปกรณ์ และอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ในขณะที่ออสเตรเลียส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังไทยมากเป็นอันดับที่ 15 โดยมีมูลค่า 45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 1.11 โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 8.62 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ออสเตรเลียส่งออกไปยังไทย เช่น อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์(สายอากาศ,ตู้วิทยุหรือโทรทัศน์) เป็นต้น


ตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย 10 อันดับแรก

 

สินค้า

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2017/2016

1.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

926

837

539

-35.60

2.Mobile Telephone

389

340

440

29.41

3.อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ

281

331

399

20.54

4.เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า

347

335

386

15.22

5.เครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด,Notebook,palm

247

257

343

33.46

6.เครื่องอุปกรณ์ใช้สำหรับโทรศัพท์ โทรเลข อุปกรณ์

47

97

160

64.95

7.ส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์(สายอากาศ,ตู้วิทยุหรือโทรทัศน์)

171

144

140

-2.78

8.ลำโพงขยายเสียง ไมโครโฟน ชุดเครื่องขยายเสียง

89

102

120

17.65

9.กล้องถ่ายโทรทัศน์ กล้องถ่ายบันทึกวีดีโอภาพนิ่ง วีดีโออื่นๆ

90

100

115

15.00

10.สายไฟ ชุดสายไฟ

66

86

113

31.40

รวมมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

3,947

3,854

4,054

5.17

ที่มา: Global Trade  Atlas


จากตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย 10 อันดับแรก พบว่า การส่งออกของออสเตรเลียในปี 2017 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวม 4,054 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีการขยายตัวร้อยละ 5.17 ออสเตรเลียส่งออกอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ มากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 มีมูลค่า 539 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการหดตัวร้อยละ 35.60 อันดับ 2 ได้แก่ Mobile Telephone โดยมีมูลค่าการส่งออก 440 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 29.41 และอันดับ 3 ได้แก่ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการส่งหรือการรับ เปลี่ยนเสียง ภาพ มูลค่าการส่งออก 399 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 20.54 เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการเพิ่มขึ้น



ตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2017

1.แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

4.44

4.74

6.70

41.35

2.เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

1.96

0.62

3.84

519.35

3.หม้อหุงข้าว เตาย่างและเตาอบย่าง

0.13

0.75

3.46

361.33

4.วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit)

7.13

4.23

2.57

-39.24

5.ส่วนประกอบของเครื่องส่ง/เครื่องรับวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์

0.71

0.79

2.24

183.54

6.เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้า

2.44

1.88

1.96

4.26

7.มอเตอร์ไฟฟ้า

1.38

1.49

1.79

20.13

8.สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ

2.47

1.78

0.86

-51.69

9.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

6.13

1.48

0.85

-42.57

10.ส่วนประกอบของตู้เย็น ตู้แช่แข็ง เครื่องอุปกรณ์ทำความเย็น

2.25

0.34

0.77

126.47

รวมมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด

59.69

41.43

52.30

26.24

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

 

จากตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากออสเตรเลีย 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2017 ไทยนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากออสเตรเลีย คิดเป็นมูลค่านำเข้าทั้งหมด 52.30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 26.24 โดยสินค้านำเข้าอันดับ 1 ได้แก่ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า โดยมีมูลค่าการนำเข้า 6.70 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 41.35 อันดับ 2 ได้แก่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยมีมูลค่าการนำเข้า 3.84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวมากถึงร้อยละ 519.35 แต่มีมูลค่าการนำเข้าค่อนข้างน้อย และสินค้าที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียมากเป็นอันดับ 3 ได้แก่ หม้อหุงข้าว เตาย่างและเตาอบย่าง โดยมีมูลค่า 3.46 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวมากถึงร้อยละ 361.33 แต่มีมูลค่าการนำเข้าค่อนข้างน้อย


ตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปยังออสเตรเลีย

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2017

1.เครื่องปรับอากาศ

398.07

431.40

541.61

25.55

2.ตู้เย็น

151.30

160.02

173.86

8.65

3.เครื่องซักผ้า

92.63

91.82

93.47

1.80

4.อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์

92.39

69.26

79.04

14.12

5.เครื่องพิมพ์ เครื่องทำสำเนา และส่วนประกอบ

59.03

61.82

57.91

-6.32

6.กล้องถ่ายบันทึกภาพและส่วนประกอบ

31.84

23.80

24.21

1.72

7.เครื่องรับวิทยุกระจายเสียง

10.90

8.90

21.35

139.89

8.แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

19.86

18.45

19.78

7.21

9.ตู้แช่ ตู้แช่แข็ง เครื่องอุปกรณ์ทำความเย็น

20.17

18.54

18.92

2.05

10.มอเตอร์ไฟฟ้า

15.35

14.99

16.86

12.47

รวมมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

1,192.39

1,128.65

1,203.07

6.59

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

 

จากตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปยังออสเตรเลีย 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2017 ไทยส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังออสเตรเลีย คิดเป็นมูลค่าส่งออกทั้งหมด 1,203.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 6.59 โดยสินค้าส่งออกอันดับ 1 ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ มีมูลค่าการส่งออก 541.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 25.55 สินค้าส่งออกอันดับ 2 ได้แก่ ตู้เย็น มีมูลค่าการส่งออก 173.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 8.65 และสินค้าส่งออกอันดับ 3 ได้แก่ เครื่องซักผ้า มีมูลค่าการส่งออก 93.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 1.80


การวิเคราะห์ SWOT

จุดแข็ง (Strength)

          - ประชากรออสเตรเลียมาจากหลายชนชาติมีลักษณะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ทำให้มีความต้องการที่หลากหลาย

          - ประชากรมีอำนาจซื้อสูง

          - เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุที่สำคัญและอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก

          - เป็นแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และมีเทคโนโลยีทันสมัย

จุดอ่อน (Weakness)

          - ออสเตรเลียมีขนาดตลาดที่ไม่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ เนื่องจากมีจำนวนประชากรเพียง 24 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2560)

          - มีการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป จำนวนมากส่งผลให้มีการพึ่งพิงสินค้าจากไทยไม่มากนัก

- ประเทศมีอาณาเขตกว้างขวาง ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูง

- ความแตกต่างทางด้านภาษา (ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ)

          - ความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากต้นทุนการผลิตมีราคาสูง (ค่าแรงงานและ ค่าวัตถุดิบ)

โอกาส (Opportunity)

- ข้อตกลง TAFTA เอื้อประโยชน์ต่อนักธุรกิจไทยในการเป็นเจ้าของธุรกิจในออสเตรเลียได้ง่ายขึ้น

- โดยเฉพาะธุรกิจสำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมเหมืองแร่

          - มีการปรับลดข้อกีดกันทางด้านภาษีศุลกากร (tariff barrier) ภายใต้ข้อตกลง TAFTA ส่งเสริมโอกาสความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลีย อาทิ ด้านปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความเชี่ยวชาญด้านนี้เหมือนกัน โดยประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งผลิตที่มีต้นทุนไม่สูง ในขณะที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ทันสมัย

- การแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีโดยเฉพาะภาคการเกษตร

          - ศักยภาพด้านการผลิตของออสเตรเลียที่ลดลงจะสร้างโอกาสให้ประเทศไทยสามารถส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตจากออสเตรเลียไปประเทศไทย

          - ชาวออสเตรเลียมีความชื่นชอบอาหารไทยและภาคบริการของไทย ทำให้ธุรกิจร้านอาหาร นวด/สปา และการค้าปลีก-ค้าส่งผลิตภัณฑ์ของไทยมีลู่ทางที่ดีในการทำธุรกิจในออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวออสเตรเลียมีอำนาจซื้อสูง และให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพ ธุรกิจไทยจึงควรคำนึงถึง คุณภาพของสินค้าและบริการเป็นหลัก

อุปสรรค (Threats)

          - เนื่องจากออสเตรเลียประกอบด้วย 6 รัฐและ 2 เขตการปกครองที่มีกฎระเบียบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรัฐบาลของแต่ละรัฐต่อพื้นที่

          - ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียที่ผันผวนจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต

          - ออสเตรเลียมีมาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดมาก ได้แก่ กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายควบคุมด้านอาหาร เป็นต้น

          - ออสเตรเลียออกมาตรการการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตร แปรรูป


นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

          ออสเตรเลียมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนน้อยกว่า 10 ล้านเหรียญออสเตรเลีย สามารถเข้ามาลงทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน อย่างไรก็ดี มีธุรกิจบางประเภทที่ได้กำหนดเงื่อนไขพิเศษสำหรับนักลงทุนต่างชาติ และต้องยื่นเสนอขออนุญาตรัฐบาลออสเตรเลียก่อน แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

1.       ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

2.       ธุรกิจด้านการเงิน การสื่อสาร การบิน ท่าอากาศยาน การขนส่งสินค้า หนังสือพิมพ์ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีการกำหนดเงื่อนไขเปิดรับการลงทุนแตกต่างกันไป

3.       ธุรกิจที่รัฐบาลออสเตรเลียกำหนดให้ต้องยื่น proposal เสนออนุญาตก่อน ได้แก่

- การลงทุนธุรกิจที่ให้บริการอยู่แล้วในประเทศออสเตรเลีย และมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้าน         เหรียญออสเตรเลีย

                   - การลงทุนในธุรกิจใหม่โดยมีมูลค่าทั้งหมดตั้งแต่ 10 ล้านเหรียญออสเตรเลียขึ้นไป

                   - การลงทุนแบบ Portfolio investment ตั้งแต่ 5% ขึ้นไปในธุรกิจ media

                   - การลงทุนโดยตรงโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการต่างชาติ

- การครอบครองผลประโยชน์บนที่ดินในตัวเมือง (รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจาก leasing, financing and profit sharing arrangement และการครอบครองผลประโยชน์ใน urban land corporations and trusts) ที่เกี่ยวกับการครอบครอง developed non – residential commercial real estate ในกรณีที่อสังหาริมทรัพย์อยู่ภายใต้ Heritage listing และมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านเหรียญออสเตรเลียขึ้นไป การครอบครอง developed non-residential commercial real estate ในกรณีที่อสังหาริมทรัพย์ไม่อยู่ภายใต้ Heritage listing และมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านเหรียญออสเตรเลียขึ้นไป และการครอบครอง accommodation facilities, vacant urban real estate และ residential real estate เป็นต้น         

          ออสเตรเลียเปิดโอกาสการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจการเกษตร เหมืองแร่หรือพลังงานไปจนถึงการท่องเที่ยว เทคโนโลยีสารสนเทศหรือไบโอเทค ออสเตรเลียเป็นจุดหมายที่มีเสถียรภาพเหมาะกับการลงทุน เศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลียเองก็ได้ชื่อว่ามีความยืดหยุ่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีปัจจัยต่างๆที่ส่งเสริมให้นักลงทุนจากทั่วโลกมีความมั่นใจในการค้าการลงทุนในประเทศออสเตรเลียไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเมืองที่มั่นคง การปกครองแบบประชาธิปไตยที่ชัดเจน หรือกรอบกฏหมายและระเบียบต่างๆ ที่มุ่งให้ธุรกิจและการลงทุนในออสเตรเลียประสบความสำเร็จอย่างดี

สถานการณ์การลงทุน

ปี 2016 นักลงทุนออสเตรเลียมีการยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI จำนวน 27 โครงการ มูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยโครงการขนาดใหญ่มากกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นโครงการปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพ ด้านบริษัทไทยที่ไปลงทุนในออสเตรเลีย ได้แก่ กลุ่มเบียร์สิงห์ ปตท. บ้านปู เครือเจริญโภคภัณฑ์ น้ำตาลมิตรผล กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ SCG Group และ Minor Group

ออสเตรเลียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ประมาณ 1,300 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นแม้จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกแร่เหล็กและถ่านหินไปยังจีนที่ลดลง ในขณะที่การนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าสินค้าทุนรถยนต์และชิ้นส่วนประกอบเป็นหลัก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้านเศรษฐกิจ (CPI) ปรับตัวสูงขึ้นจากการคลี่คลายปัญหาภาษีเหมืองแร่และตัวเลขการจ้างงานที่ปรับตัวขึ้นส่งผลต่อฐานะทางการเงินของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นและมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้น

          รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสนับสนุนในการเจรจาเรื่องความตกลงการค้าเสรี ซึ่งมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบของ WTO และส่งเสริมให้เกิดระบบการค้าหลายทางความตกลงการค้าเสรีจะช่วยส่งเสริมให้การค้าระหว่างประเทศมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกและนักลงทุนขยายกิจการเข้าสู่ตลาดในหลายประเทศได้ ซึ่งทำให้ได้รับผลประโยชน์รวดเร็วกว่าผ่านการค้าแบบภูมิภาค


อุปสรรคของการค้าขายสินค้าระหว่างประเทศนั้นจะมาจากเรื่องของภาษีศุลกากร และอุปสรรคของการขนส่งสินค้าข้ามแดน แต่สำหรับการค้าบริการนั้นมีมากกว่านั้น เพราะรวมถึงมาตรการที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการท้องถิ่น รัฐเจ้าของประเทศที่รับการลงทุน จึงมักจะสร้างอุปสรรคในรูปกฎระเบียบที่รัดกุมเพื่อที่จะเป็นการลดทอนกำลังนักลงทุนต่างชาติ

สำหรับความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียนี้ แม้จะมีการเปิดโอกาสให้คนสัญชาติไทยเข้าไปลงทุนได้มากกว่าประเทศอื่นๆ แต่ในด้านกฎระเบียบที่รัดกุมนั้นยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายหรือกฎระเบียบที่ออกมาใช้บังคับนั้นเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับทั่วไป เพื่อสร้างมาตรฐานและเป็นหลักประกันให้กับประชาชนในประเทศ

ปัญหาอีกประการหนึ่งของคนสัญชาติไทยในการเข้าไปประกอบธุรกิจคือการขาดความเข้าใจในกฎเกณฑ์หรือกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย เพราะกฎหมายของประเทศนี้เป็นระบบ Common Law ที่แตกต่างจากของประเทศไทยที่เป็นแบบ Civil Law ทำให้การศึกษาและเข้าใจในเรื่องหลักเกณฑ์ หรือกฎเกณฑ์บางประการเป็นไปได้ยาก


ภาษีธุรกิจ

          ภาษีนิติบุคคล ธุรกิจและบริษัทต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล เป็นการเสียภาษีในรูปแบบของภาษีนิติบุคคลที่ธุรกิจหรือบริษัทได้รับรายได้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการ โดยรัฐบาลได้จัดเก็บภาษีในรูปแบบคงที่ในอัตราร้อยละ 30 ของรายได้ที่ได้รับ ซึ่งแตกต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เก็บภาษีแบบก้าวหน้า

รัฐบาลออสเตรเลียบรรลุข้อตกลงกับคณะสมาชิกวุฒิสภาในการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 27.5 สำหรับธุรกิจที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในช่วง 3 ปีข้างหน้า จากเดิมที่กำหนดอัตราภาษีที่ร้อยละ 25 สำหรับทุกธุรกิจ ทั้งนี้ มาตรการลดภาษีใหม่นี้จะประกอบด้วย

1.       บริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย จะได้รับการลดอัตราภาษีจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 27.5 ในปีงบประมาณ 2560

2.       ในปีงบประมาณ 2560-2561 มาตรการลดภาษีจะครอบคลุมถึงบริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 25 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

3.       ในปีงบประมาณ 2561-2562 มาตรการลดภาษีจะครอบคลุมถึงบริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

4.       อัตราภาษีจะลดลงแบบก้าวหน้าจนถึงร้อยละ 25 ในอีก 10 ปีข้างหน้า

            มาตรการลดภาษีครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลออสเตรเลียสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลกว่า 5,200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในอีก 4 ปี และ 24,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในระยะ 10 ปี ข้างหน้า และบทวิเคราะห์จาก Grattan Institute ยังคาดว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.2 อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำต้องปรับอัตราภาษีตามที่วุฒิสมาชิกเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกับการผลักดันนโยบายความมั่นคงด้านพลังงานให้มีความชัดเจนมากขึ้น

            ทั้งนี้ สภาธุรกิจออสเตรเลีย (Business Council of Australia)  ยังแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับระบบภาษี 2 อัตรา ว่าอาจเกิดภาวะที่ทำให้บริษัทต่างๆ พยายามปรับโครงสร้างเพื่อกระจายรายได้ออกไป เพื่อให้มีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียอีกด้วย

          ภาษีบุคคลธรรมดา บุคคลธรรมดาเมื่อมีรายได้เกินจำนวนที่กำหนดในแต่ละปีภาษี ซึ่งคิดคำนวณรายได้จากเงินเดือน รายได้จากธุรกิจ และดอกเบี้ยที่ได้รับเงินฝากธนาคารหรือจากการลง      ทุนอื่นๆ จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจัดเก็บในรูปแบบของภาษี


1.มาตรการด้านสุขอนามัย (SPS measures) ของออสเตรเลียมีความเข้มงวดมาก โดยอ้างว่าเป็นประเทศเกาะ ทำให้สินค้าเกษตรหลายชนิด อาทิ ผัก (พริกและผลิตภัณฑ์พริก) ผลไม้สด (เช่น ทุเรียนทั้งผล มะม่วง เป็นต้น) และเนื้อสัตว์ต่างๆ (เนื้อเป็ด เนื้อไก่ เนื้อสุกร) ไม่สามารถเข้าไปจำหน่ายได้

2.กฎหมายควบคุมคุณภาพอาหารตาม Australian Food Standard Code ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการกักกัน (quarantine) และตรวจสอบ (inspection) คุณภาพอาหารนำเข้ามีความเข้มงวด โดยแบ่งประเภทอาหารเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ หากพบว่าผู้ส่งออกไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด จะส่งสินค้ากลับ หรือทำลาย ทำให้ต้นทุนสินค้าสูง

3.ออสเตรเลียใช้เวลาพิจารณาเปิดตลาดสินค้าเกษตรจากไทยนานมาก และมักจะกำหนดมาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานสากล และไม่สามารถปฏิบัติได้หรือไม่คุ้มทุนในเชิงพาณิชย์

4.การใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duties) ในกรณีที่ผู้ผลิตในประเทศฟ้องร้องต่อรัฐบาลว่าสินค้านำเข้าทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าไทย 5 รายการที่ถูกใช้มาตรการนี้จากออสเตรเลีย คือ สับปะรดกระป๋อง สินค้า Clear Float Glass สินค้าเหล็กโครงสร้างรีดร้อน (Hot Rolled Strucutural Steel Sections) สินค้าหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง (Power Transformers) และสินค้าท่อเหล็กกลวง (Hollow Structural Section) จากไทย

5.สินค้าไทยถูกแย่งตลาดจากจีน และอินโดนีเซีย เนื่องจากราคาสินค้าถูกกว่า เช่น รองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป และของเด็กเล่น รวมทั้งข้าวซึ่งออสเตรเลียสามารถปลูกเองได้

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

1.ออสเตรเลียถึงแม้จะเป็นตลาดเล็ก (ประชากรประมาณ 23 ล้านคน) แต่เป็นตลาดที่มีศักยภาพมีอำนาจซื้อสูง การปรับปรุงคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และการตลาดให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของออสเตรเลีย รวมถึงการศึกษาถึงความต้องการของผู้บริโภค จะทำให้สินค้าของไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียได้มากขึ้น

2.สินค้าประเภทอาหารยังมีศักยภาพที่จะขยายตลาดในออสเตรเลียได้อีกมาก หากมีการส่งเสริมและกระตุ้นตลาดอย่างสม่ำเสมอ โดยสินค้าอาหารบางประเภทหากมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรและกรมประมงของไทย จะทำให้การนำเข้ามีความสะดวกขึ้น

3.สินค้าที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทวัตถุดิบ หรือกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนซึ่งนำมาผลิตอีกต่อหนึ่งซึ่งสามารถทำให้ส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้มากขึ้น เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารทะเลกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น


กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dft.go.th

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.ditp.go.th

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dtn.go.th

กระทรวงการต่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.mfa.go.th

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.thaibiz.net/th/market/Netherlands

Global Trade Atlas .(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.gtis.com/gta

ฐานเศรษฐกิจ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.thansettakij.com/

http://globthailand.com/australia_0003/

http://www.austaxboy.com/tax-time-2017/